กล้วย 5 ชนิด 5 ประโยชน์

ใครที่ชอบกินกล้วยและสามารถกินได้ทุกวันนี่ ต้องบอกว่าเป็นคนโชคดีจริงๆ เพราะในกล้วยมีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก ที่สำคัญ กล้วยที่นิยมกินกันในบ้านเรา ยังมีมากมายหลายชนิดให้เลือกกินให้ถูกลิ้น แต่ก็จะได้คุณค่าที่แตกต่างกันบ้างเล็กน้อยนะคะ

กล้วยน้ำว้า อาหารหลักของเด็กทารกที่คุ้นเคยกันดี แล้วยังเป็นของโปรดสำหรับหลายๆคนอีกด้วย โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้าที่กำลังห่าม-สุก จะมีธาตุเหล็กสูง ซึ่งธาตุเหล็กนี้จะไปช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโลหิตจาง แล้วยังอุดมไปด้วยฟอสฟอรัส วิตามินซี แคลเซียม ไนอาซีน แคโรทีน และเส้นใยอาหาร ดังนั้นไม่ต้องกลัวท้องผูกเลยค่ะ อีกแคโรทีนยังช่วยในเรื่องการต้านอนุมูลอิสระอีก ประโยชน์เพียบจริงๆ
กล้วยหอม เพราะหอมสมชื่อ แล้วยังกินง่ายเพราะเนื้อจะไม่แน่นเหมือนกล้วยน้ำว้า สามารถเอาไปทำขนมได้หลายประเภท เป็นกล้วยที่เมื่อโดนความร้อนแล้วจะยิ่งหอมหวานเข้าไปกันใหญ่ กล้วยหอมมีวิตามินบี 6 บี 12 มีโพรแทสเซียมและแมกนีเซียมสูงมาก จึงเหมาะสำหรับคนที่กำลังพยายามเลิกบุหรี่ เพราะจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้นเมื่อต้องหยุดสารนิโคติน รวมถึงอาหารหงุดหงิดก่อนประจำเดือนมา หยิบกล้วยหอมมาทานสักลูก จะช่วยลดความหงุดหงิดไปได้เยอะ
กล้วยไข่ มาพร้อมกับเทศกาลกระยาสารท แล้วยังมาพร้อมกับสารต้านอนุมูลอิสระจากเบต้าแคโรทีนที่มีอยู่มาก จึงช่วยลดการทำลายเซลล์ ลดการเกิดริ้วรอย ก็จะช่วยดูแลความเป็นหนุ่มเป็นสาวของเราให้อยู่ด้วยกันไปนานๆ นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ยังยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้อร้าย ช่วยป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็งด้วย
กล้วยหักมุก จะโดดเด่นกว่ากล้วยอื่นๆตรงสารไซโตอินโดไซด์ 1,2,3,4,5 ที่ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จากการเกิดกรดนกระเพาะ แล้วยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เอสเคอริเคีย โคไล ในลำไส้ที่ทำให้ท้องเสียด้วย
กล้วยเล็บมือนาง ของฝากสุดปลื้มจากหลายๆจังหวัดนั้นอุดมไปด้วยน้ำตาลธรรมชาติ 3 ชนิด คือ กลูโครส ฟรุคโทส และซูโครส จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายและต้องการพลังงานจากน้ำตาล นอกจากนี้ยังมีธาตุเหล็กสูงเหมือนกล้วยน้ำว้า จึงช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง อีกโปรแตสเซียมสูงและเกลือต่ำ จะไปช่วยบำรุงสมอง ที่เด็ดไปกว่านี้คือโปรตีนที่ชื่อ Try Potophan เมื่อเข้าไปในร่างกายจะเปลี่ยนเป็น Sorotonin ทำให้อารมณ์ดี ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ด้วย

กล้วยทุกชนิดจึงเป็นผลไม้ล้ำค่าต่อสุขภาพ ความงาม ที่มาพร้อมความอิ่ม ดังนั้น ใครที่อยากสวยแบบไม่อ้วน จะหันมารับประทานกล้วยเป็นอาหารหลักสำหรับบางมื้อก็ไม่เลวเลยนะคะ เลือกไปค่ะ คุณชอบทานกล้วยอะไร จัดเลย

14 สรรพคุณ…ประโยชน์ของชะอม สุดยอด “ผักอายุวัฒนะ”

หากจะถามถึงอาหารโปรดกันละก็ เราขอออกตัวก่อนเลยว่า “ไข่ทอดชะอม” เป็นหนึ่งในเมนูโปรดของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นก็รู้จัก แกงส้มชะอมไข่ โอ้โฮ ขอบอกเลยว่ายิ่งชอบมากสำหรับเมนูนี้ หรือจะนำชะอมมาลวกแล้วจิ้มกินกับน้ำพริกกะปิก็อร่อยไม่แพ้กัน จากนั้นเริ่มจะได้เห็นเมนูชะอมที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งเท่าที่รู้จักผักอย่างชะอมมา เราเองก็ไม่ได้คิดอะไรกับชะอมมากเลยนอกเหนือจากความอร่อย ซึ่งแท้จริงแล้ว สรรพคุณและประโยชน์ของชะอมมีมากกว่าความอร่อยที่เรารู้จักกันนะค่ะ
หลังจากนี้คงต้องหันกลับมามอง”ชะอม” (Senegalia pennata) กันดีๆ สักครั้งแล้วล่ะ เพราะเราเพิ่งจะได้ยินคนอื่นพูดถึงชะอมว่าเป็นผักที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และยังมีสรรพคุณทางยาถึงขนาดยกให้เป็นยาอายุวัฒนะกันเลยทีเดียว (หลายคนคงร้อง หา ! จริงเหรอ ชะอมเนี่ยนะ) แถมยังช่วยในการป้องกันโรคมะเร็ง ลดความร้อนในร่างกายได้ ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระในชะอมก็มี และยังมีเส้นใยอาหารจึงช่วยแก้อาการท้องผูก บรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ประโยชน์ของชะอมมีคุณค่าทางโภชนาการอีกหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นวิตามินต่างๆ วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี หรือแร่ธาตุอย่างแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ไนอาซิน เป็นต้น โดยในชะอม 100 กรัม จะให้พลังงานแก่ร่างกายถึง 57 กิโลแคลอรีดังนั้นคงไม่ต้องสงสัยกันอีกแล้วนะว่า ทำไมชะอมจึงมีความสามารถในการรักษาและป้องกันอาการเจ็บป่วยได้มากนัก เพราะสารอาหารสารพัดเหล่านี้จึงทำให้ชะอมยังมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยรักษาโรคได้อีกมากมาย ว่าแล้วจะช้าอยู่ทำไม เราไปพิสูจน์เรื่องนี้พร้อมกันเลยดีกว่า
14 สรรพคุณของชะอม…ประโยชน์ในการรักษาโรค

1. ชะอมอุดมด้วยวิตามินเอ หากจะตามหาผักที่มีวิตามินเอสูงต้องห้ามมองข้ามชะอมเลยนะ เพราะอุดมด้วยวิตามินเอที่จะช่วยให้เราต่อสู้กับอนุมูลอิสระทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยบำรุงสายตาด้วย

2. ยอดอ่อนของชะอมมีสรรพคุณช่วยลดความร้อนในร่างกาย ซึ่งเป็นส่วนที่เรามักนำมาทำอาหารกินกันมากที่สุด

3. ชะอมมีเส้นใยอาหารที่มีประโยชน์ต่อระบบขับถ่าย ทำให้การขับถ่ายเป็นปกติ แก้อาการท้องผูก

4. ประโยชน์ของชะอมช่วยขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ บรรเทาอาการปวดท้องหรือปวดเสียวในท้องได้ดี แก้อาการท้องอืดและท้องเฟ้อ

5. ชะอมช่วยบำรุงเส้นเอ็น อีกหนึ่งสรรพคุณที่โดดเด่นของชะอมคือ ช่วยบำรุงและรักษาเส้นเอ็นให้แข็งแรง ไม่เสื่อมเร็วกว่าที่ควร

6. ชะอมมีแคลเซียมสูง ซึ่งมีความสำคัญต่อกระดูกและฟัน โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยทองที่มีความเสี่ยงจะเกิดภาวะกระดูกพรุนได้ง่าย ถ้าอยากให้กระดูกและฟันแข็งแรงก็ต้องกินชะอมเป็นประจำ

7. ชะอมมีคุณสมบัติช่วยรักษาอาการลิ้นอักเสบและเป็นผื่นแดง

8. ในชะอมมีฟอสฟอรัส ที่ทำหน้าที่ช่วยเสริมให้วิตามินบีต่างๆ ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

9. ชะอมมีธาตุเหล็ก ที่มีส่วนสำคัญในการช่วยบำรุงเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดเป็นไปอย่างปกติ

10. ชะอมช่วยเสริมสร้างระบบของภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง ทำให้กำจัดเชื้อโรคต่างๆ ได้ดีขึ้น ไม่เจ็บป่วยง่าย เพราะฤทธิ์ของวิตามินซีที่มีอยู่มากในชะอมนั่นเอง

11. ประโยชน์ของชะอมช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง และลดโอกาสที่จะเกิดโรคหัวใจได้ด้วย เนื่องจากในชะอมมีสารสำคัญที่ชื่อว่า เบต้าแคโรทีน

12. สารเบต้าแคโรทีนในชะอมยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้ผ่องใส แลดูอ่อนเยาว์ และป้องกันความแก่ก่อนวัย

13. ชะอมมีสรรพคุณช่วยบำรุงเส้นผม ที่แห้งแตกปลาย ไม่มีน้ำหนัก ให้กลับมานุ่มสลวยได้

14. รากชะอมมีสรรพคุณแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อได้ อีกทั้งการกินชะอมยังช่วยในการขับลมในกระเพาะและลำไส้ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ดี ชะอมก็มีข้อเสียสำหรับคุณแม่ที่เพิ่งคลอดและต้องให้นมแก่ลูก ไม่ควรกินชะอมเพราะจะยิ่งทำให้แม่ไม่มีน้ำนม รวมถึงคนที่ป่วยเป็นโรคเกาต์ เพราะในชะอมมีสารที่เรียกว่า พิวรีน (Purine) ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอาการข้ออักเสบได้ ส่วนในกลุ่มคนทั่วไปสามารถกินชะอมได้ปกติ เพียงแต่การกินชะอมในช่วงหน้าฝนต้องระวังนิดหนึ่ง เพราะช่วงนี้ชะอมจะมีกลิ่นฉุนและมีรสเปรี้ยว อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องได้

แต่ถ้าเรากินผักชนิดนี้อย่างเหมาะสมและถูกต้องแล้วละก็ รับรองว่าสุขภาพจะปลอดภัยและแข็งแรงแน่นอน เพราะจากประโยชน์และสรรพคุณทางยาของชะอมตามที่กล่าวมาก็แสดงให้เราเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า ชะอมนั้นเป็นผักสมุนไพรที่ถือเป็นยาอายุวัฒนะได้จริงๆ

พระวัดพระธรรมกาย ตั้งแถวฉันเช้าหน้าประตู หลังทหารห้ามใช้ประตู 5-6 กลับวัด

พระวัดพระธรรมกายออกบิณฑบาต แต่เจ้าหน้าที่ไม่ให้ใช้ประตู 5-6 กลับเข้าวัด จึงตั้งแถวฉันหน้าประตู ด้านทหารนำป้ายประกาศห้ามชุมนุมติดหน้าตลาดกลางคลองหลวง

วันที่ 1 มีนาคม 2560 ที่บริเวณตลาดกลางคลองหลวง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ฝั่งตรงข้ามประตู 5-6 วัดพระธรรมกาย ในช่วงเช้าได้มีพระสงฆ์ทำวัตรเช้า สวดมนต์ พร้อมทั้งมีประชาชน-เจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติการในพื้นที่ดังกล่าว มารอตักบาตรพระสงฆ์ โดยมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ยังมีการตั้งจุดตรวจสอบใบสุทธิ และลงบันทึกรายชื่อพระสงฆ์จากต่างจังหวัด หรือต่างวัดที่เดินทางเข้ามาในพื้นที่เพื่อบิณฑบาต และตรวจสัมภาระของประชาชนที่เข้ามาในตลาดด้วยความสงบเรียบร้อย
สำหรับพระสงฆ์วัดพระธรรมกายนั้น ได้เดินออกมาจากประตู 5-6 วัดพระธรรมกาย จำนวน 16 รูป เพื่อมาบิณฑบาตในช่วงเช้า และขอเดินกลับเข้าวัดในทางเดิม แต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาต เพราะให้ใช้ได้แค่เพียงประตู 7 เท่านั้น ทำให้พระสงฆ์ทั้ง 16 รูปนั่งฉันเช้าที่บริเวณดังกล่าว โดยระบุว่า เกรงจะกลับเข้าไปฉันเช้าไม่ทัน ก่อนจะลุกขึ้นและเดินกลับเข้าวัดโดยใช้ประตู 7
รายงานข่าวระบุว่า หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ทหารได้นำป้ายไม่อนุญาตให้ประกอบกิจกรรมการชุมนุมมาติดตั้งหน้าตลาดกลางคลองหลวง เพื่อแจ้งให้ผู้ที่ชุมนุมในพื้นที่ รวมทั้งพระสงฆ์และสามเณรออกจากพื้นที่โดยเร็ว

เก่ง ลายพราง โดนรวบคาด่านห้วยขวาง เจออาวุธปืน-เจ้าตัวยิ้มหราถ่ายเซลฟี่

 

ตำรวจห้วยขวางรวบ เก่ง ลายพราง หลังตรวจรถเจออาวุธปืน-เครื่องกระสุน ก่อนโดนคุมตัวในห้องขัง เจ้าตัวถ่ายเซลฟี่ยิ้มหราก่อนโพสต์ลงเฟซบุ๊ก

วันนี้ (1 มีนาคม 2560) เมื่อเวลาประมาณ 05.30 น. มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ห้วยขวาง ได้ทำการจับกุมตัว นายปัญญา ยิ้มอำไพ หรือ เก่ง ลายพราง เน็ตไอดอลคนดัง อายุ 35 ปี คาด่านตรวจบริเวณถนนประชาอุทิศ แขวงและเขตห้วยขวาง กทม. ทั้งนี้เนื่องจากขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังตั้งด่านอยู่นั้น เก่ง ลายพราง ขับรถเข้ามาพร้อมกับมีท่าทีพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจค้นรถพบอาวุธปืนใต้เบาะคนขับและเครื่ิองกระสุน ขนาด 9 มม. จำนวน 5 นัด จึงดำเนินคดีฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่รับอนุญาตและพาอาวุธปืนฯ

ขณะเดียวกันพบว่า ที่เฟซบุ๊ก Panya Yimumphai ของเก่ง ลายพราง ได้มีการโพสต์ภาพขณะถูกจับกุมที่โรงพัก โดยมีภาพเซลฟี่ยิ้มหราพร้อมกับชูสองนิ้ว และมีข้อความด้วยว่า “ผมขอโทษครับ. ผมผิดเอง……. เหตุเกิดจากความเมาครับ !!!!!!”

อย่างไรก็ดี ข้อความและรูปดังกล่าวเจ้าตัวได้ลบออกไปจากเฟซบุ๊กเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

‘โกรธ แต่ไม่จองเวร!’ จากใจครอบครัวนายพล ถึงคนรุมยำที่มาลินสกาย

ผ่านมาแล้วกว่า 3 เดือน สำหรับคดี “รุมทำร้ายลูกนายพล” ที่อื้ออึงโด่งดังเมื่อช่วงปลายปีก่อน (พ.ศ. 2559) ถึงวันนี้ แม้ร่างกายของ “เจมส์บอนด์” หรือ นายอิศราชนุวัฒภ์ วรรคาวิสันต์ เหยื่อความรุนแรงในครั้งนั้น จะเริ่มหายดีแล้ว … แต่ก็มีอวัยวะบางส่วนยังกลับมาใช้งานไม่เหมือนเดิม นั่นก็คือ “ดวงตา” ที่ยังคงมีปัญหา “สายตาเอียง” จากผลกระทบดังกล่าว

แน่นอน…ผู้ที่เจ็บปวดมากที่สุดจากเหตุการณ์นี้ ไม่ใช่ใครที่ไหนก็คือพ่อและแม่ของ “เจมส์บอนด์”… นางปุนยวัจนา วรรคาวิสันต์ และ พล.ต.วิทยา วรรคาวิสันต์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 (ผบ.มทบ.38) ค่ายสุริยพงษ์ จ.น่าน โดยเฉพาะคุณแม่ที่เห็นเลือดในอกที่ฟูมฟักมาถูกย่ำยีย่อมยอมไม่ได้

และเป็นโอกาสดีที่ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้สัมภาษณ์เปิดใจคุณแม่ หรือ นางปุนยวัจนา ครั้งแรกในรอบหลายเดือน พร้อมกับได้อัพเดตอาการล่าสุดของ น้องเจมส์บอนด์ ว่าถึงตอนนี้แล้ว แผลทางร่างกายเขาหายสนิทดีแล้วหรือยัง ส่วนแผลในใจจะเยียวยาได้หรือไม่ คงต้องฟังจากปากแม่ของเจมส์บอนด์เอง
คดีความขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ ติดใจแค่ชนวนก่อเหตุ และ คนต้นเรื่อง!

แม่เจมส์บอนด์ ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ได้ยินเสียงผ่านสายโทรศัพท์เท่านั้น ส่วนเหตุการณ์ที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร ตำรวจจะสาวไปถึงใครบ้าง คงต้องรอกระบวนการยุติธรรม

นางปุนยวัจนา กล่าวว่า หากให้พูดตรงๆ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเราเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เราได้ยินแต่เสียง เราก็ไม่รู้ว่า “บอล กฤษณะ” สั่งหรือไม่ เราไม่รู้ จะให้ปรักปรำเขาโดยที่เราไม่เห็น หากเขาไม่ได้ทำจริงๆ ก็อาจจะเป็นบาป สุดท้ายคงขึ้นอยู่ที่พยานหลักฐาน สุดท้ายคืออยากให้ยุติธรรมกับทุกคน

ใจเราอยากจะเอาผิดกับคนต้นเรื่อง คือ คนที่เจมส์บอนด์คุยด้วยตอนแรกที่ห้ามน้องเข้าห้องน้ำ แล้วน้องเจมส์ก็พูดว่า “ห้องน้ำตรงนี้เป็นที่สาธารณะ” จากนั้น คนคนนั้นก็เอาเรื่องนี้ไปขยายความ ด้วยการนำเรื่องนี้ไปฟ้องที่โต๊ะ จึงเป็นที่มาของการเกิดเรื่องทั้งหมด

“หากคนแรกฟัง แล้วให้เรื่องมันจบไปตรงนั้น ทุกอย่างคงไม่ขยายความจนเกิดเรื่องขึ้น เรื่องจะจบลงแค่นั้น หากถามแม่ว่าโกรธใครที่สุด ก็คงเป็นคนนี้”

โผล่กลางลำ!? พบกล้วยประหลาด ชาวบ้านแห่ตีเลขตามระเบียบ

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่16 บ้านเกาะตะเคียนพื้นที่ หมู่ 9 ต.เกาะขวาง อ.เมือง จ.จันทบุรี เพื่อร่วมพิสูจน์ข้อเท็จจริง หลังมีข่าวว่าพบต้นกล้วยประหลาดแทงเครือออกลูก พุ่งออกมาจากกลางลำต้นภายในสวนหลังบ้านของนายวิศิษฐ์ พิทักษ์ผล ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9 ต.เกาะขวาง เมื่อเดินทางไปถึงได้พบกับ นายวิศิษฐ์ เจ้าของบ้านและเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่ทราบข่าวอีก 2 ถึง 3 คน โดยนายวิศิษฐ์ ได้พาผู้สื่อข่าวและเพื่อนบ้าน เดินไปตรวจสอบต้นกล้วยประหลาดที่บริเวณหลังบ้าน ซึ่งได้มีการปรับพื้นที่ เป็นแปลงปลูกเป็นพืชผักสวนครัวและกล้วยสายพันธุ์พื้นเมืองอีกหลายสิบต้น

จากการตรวจสอบพบว่า ต้นกล้วยดังกล่าวเป็นกล้วยไข่ มีลักษณะของลำต้นสูงประมาณ 3 เมตร แต่ที่ว่าแปลกก็คือที่กลางลำต้นมีเครือกล้วยไข่ขนาดใหญ่ ที่ออกผลจำนวนหลายสิบหวีแทงโผล่ออกมาจากรอยแยกเกือบครึ่งเครือขณะเดียวกันเพื่อนบ้านที่ตามมาดูต่างพากันจุดธูปกล่าวขอเลขเด็ด ขณะที่นายวิศิษฐ์ บอกว่า ก่อนจะพบกล้วยต้นนี้ได้ฝันว่ามีพญานาคตัวใหญ่เลื้อยผ่านมาที่ร่องน้ำหลังบ้านและรุ่งเช้าได้ออกมาดูแลพืชผักสวนครัวก็เหลือบไปเห็นต้นกล้วยไข่ประหลาดแทงเครือออกลูกมากลางต้น จึงคิดว่าเป็นกล้วยมงคลตามที่พญานาคมาเข้าฝันจึงได้นำผ้าสามสีมาผูกมัดไว้เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับตัวเอง

ทั้งนี้หลังมีข่าวแพร่สะพัดออกไปได้มีชาวบ้านใกล้เคียงและนักเสี่ยงโชคเดินทางมาดูต้นกล้วยไข่ประหลาดกันตลอดทั้งวัน พร้อมกับจุดธูปขอโชคลาภและนับผลกล้วยตีเป็นเลขเด็ดงวดนี้ ส่วนเลขที่ตีตรงกันคือ 945-45 ซึ่งเป็นจำนวนของผลกล้วยที่โผล่ออกมาจากกลางต้น นับได้ 45 ลูก และต้นกล้วย1 ต้น ตีเป็นเลข 9

‘ซัน’ ตอบครั้งแรก! หลังลบรูปคู่ ‘ต้นหอม’


“ซัน” ประชากร ตอบครั้งแรก หลังลบรูปคู่กับ “ต้นหอม” กศกุนตลา ในไอจีหมดเกลี้ยง ขณะที่ดีสาวโพสต์ภาพตึกสูง พร้อมข้อความชวนคิดดูเหมือนจะส่อเค้าเลิกฟ้าแลบซะแล้ว สำหรับคู่รักต่างวัย “ซัน” ประชากร ปิยะสกุลแก้ว กับ “ต้นหอม” กศกุนตลา เทียนไพโรจน์ ที่จู่ๆ นักแสดงหนุ่ม “ซัน” ได้ลบภาพคู่กับหวานใจ “ต้นหอม” ออกจากไอจีส่วนตัวหมดเกลี้ยง อีกทั้งยังได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยว่า “ทุกบทเรียนที่เข้ามาในชีวิตทำให้เราโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นแต่ไม่ว่าจะยังไงชีวิตก็ยังคงสวยงาม” งานนี้ทำเอาแฟนคลับเข้าไปคอมเมนต์สอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น

ทางด้านไอจีของต้นหอม ไม่มีการลบภาพคู่กับซันแต่อย่างใด แต่ได้มีการโพสต์ภาพตึกสูงลงในไอจี พร้อมข้อความชวนสงสัย “นี่กลัวที่มึดรึกลัวผีกันแน่” อีกทั้งในเฟซบุ๊กของเธอยังได้โพสต์ข้อความว่า “ไม่กล้าแม้แต่จะขอพรจากพระ…เพราะไม่คิดว่าตัวเองดีพอ” “ความจริงมันเคาะเรียกอยู่นอกประตูอยู่ที่กุพร้อมจะเปิดไปรับมันมะไหร่……” และ “ทำงานอยู่ละงานวันนี้เครียดมาก ตอบคำถามทุกคนไม่ได้นะ ขอบคุณที่เป็นห่วง ช่วงนี้ปห.หลายเรื่องมาก ขอเวลาอยู่คนเดียวสักพัก ขอแก้ทีล่ะเรื่อง ไว้ถ้าอยากได้ความช่วยเหลือจากใครจะบอกนะ ขอบคุณนะ”

ล่าสุดวันนี้(27 ก.พ.)ผู้สื่อข่าว คมชัดลึก ได้สอบถามไปยังหนุ่ม “ซัน” ประชากร ถึงข่าวคราวต่างๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อซันลบรูปคู่ออก ต้นหอมเองก็ตัดโพสต์พ้อ งานนี้ซัน ได้ตอบกับ คมชัดลึก ว่า “ตอนนี้ยังไม่สะดวกคุย ไม่สะดวกพูด (มีปัญหาเกิดขึ้นระหว่างทั้งคู่มั้ย) อืม…เดี๋ยวเอาไว้พร้อมแล้วผมค่อยพูดแล้วกัน เพราะตอนนี้ยังไม่พร้อมเท่าไหร่ (แสดงว่ายังไม่สะดวกที่จะตอบเนอะ)ใช่ ตอนนี้ยังไม่พร้อมเท่าไหร่”

“อุ๋ย บุดดาเบลส”รู้เรื่องของเขา แล้วจะอึ้ง!!


คนนี้่จัดว่ามีความรู้เรื่องธรรมะ พุทธศาสนาเป็นอย่างดี แม้ขนาดชื่อวงก็หมายถึง “พรจากพระพุทธเจ้า”

แต่วันนี้ เมื่ออุ๋ย เปิดฉากปะฉะดะกับวัดพระธรรมกาย หรือสำนักจานบิน จนเรียกแขกได้ตรึมแล้ว อุ๋ย ยังไปออกรายการ ต่างคนต่างคิด ทางช่อง AMARIN TV ดีเบตกับ กับ “อัยย์ เพชรทอง” ประธานองค์กรพลังชาวพุทธ กัลยาณมิตรวัดธรรมกาย จนทำเอาอีกฝั่งหงายเงิบด้วยเถียงสู้ไม่ได้

ตามมาด้วยตัวเลขโพลล์ออกมาชี้วัดความเชื่อถือจากการดีเบต ซึ่งเป็น Poll social ในหัวข้อที่ว่า ท่านเชื่อใคร? โดยงานนี้กลุ่มตัวอย่างให้อุ๋ยเกือบหมดทั้งใจ 96.73 ต่อ 1.08

ทันใดนั้น คนไทยไม่ใช่แค่เฉพาะนักฟังเพลง แต่เกือบทุกคนหันมาสนใจเรื่องราวของอุ๋ยมากขึ้น ว่าทำไมเขาถึงเข้าใจเรื่องธรรมะอย่างลึกซึ้งขนาดนี้

คำตอบที่ทำเอาทุกคนอึ้ง คือ “อุ๋ยมาไกลกว่าที่คิดมาก” เพราะไม่เพียงแค่ข่าวทั่วไปที่เรารู้ว่า อุ๋ยเพิ่งบวชถวายเป็นพระราชกุศลเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เป็นเวลา 1 เดือน กับ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ ซึ่งหนุ่มอุ๋ย ยังได้เดินทางไปยังประเทศอินเดียระหว่างที่บวช เพื่อศึกษาธรรมมะ

แต่ที่จริงแล้ว เรื่องธรรมะนั้น อุ๋ยเคยเล่าไว้กับ นิตยสาร Secret ว่า ได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเด็กโดยแม่ของเขาเอง

โดยเดิมที อุ๋ยก็เป็นเด็กธรรมดาทั่วไป มีเกเรบ้าง แต่แม่ของเขาก็จะให้อุ๋ยหมั่นทำบุญใส่บาตร ไหว้พระมาตั้งแต่เด็กๆ

หรือสมัยเรียนชั้นประถม โรงเรียนก็ให้เดินจงกรม นั่งสมาธิบ่อยๆ แต่ด้วยวัยที่ยังเด็กทำให้อุ๋ยไม่อินเท่าไหร่

จนกระทั่งเกิดเหตุไฟไหม้บ้าน!!! จุดนั้น คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด

เพราะเมื่อเขาได้เห็นว่าพ่อแม่ คนในครอบครัวมีความทุกข์เป็นอันมาก ด้วยความที่อยากทำให้ทุกคนสบายใจจึงหันเข้าทางธรรม

โดยเขาเล่าว่า ตนนั้นเคยได้ยินมาว่า “การปฏิบัติธรรมได้บุญมากกว่าสร้างวัดทั้งหลังอีก คิดไปคิดมาลองไปทรมานตัวเอง ทำอะไรที่ขัดอกขัดใจดูบ้างก็น่าจะดี”

ที่สุดเมื่อลองแล้ว ปรากฏว่าอุ๋ยติดใจ!! จนถึงขั้นไปบวชศึกษาพระธรรมอย่างจริงจังหนึ่งพรรษา และตัดสินใจไม่แตะต้องของมึนเมาอีกเลย

ที่เด็ด คือ เขาได้เคยใช้ธรรมะ เยียวยาความเจ็บปวดจากโรคมะเร็งระยะสุดท้ายของพ่อบุญธรรม โดยบอกเล่าวิธีการแยกความเจ็บปวดออกจากใจ ที่เขาเพิ่งฝึกมากจาก การเข้าปฏิบัติธรรมที่ “บ้านพุฒมณฑา” ปากช่อง นครราชสีมา

โดยการฝึกปฏิบัติ “การแยกความเจ็บปวด” ออกจากใจ มีหัวใจของการปฏิบัติ คือ อย่าผลักความเจ็บปวดไป หรืออย่าหนีความเจ็บปวด แต่ให้ทำเหมือนเราเป็นเพื่อนกัน และเมื่อเราอยู่กับความเจ็บปวดได้ เราก็จะไม่ทุกข์ ยิ่งถ้าสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย การฝึกแบบนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ

ซึ่งที่สุด สิ่งนี้ก็ช่วยได้มาก เพราะได้ทำให้พ่อบุญธรรมสงบลง จนกระทั่งเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นาน โดยอุ่ยเล่าว่า ก่อนเสียชีวิต พ่อบุญธรรมของเขาบอกกับเขาว่า

“ถ้าคิดว่าปาป๊ามีบุญคุณกับอุ๋ย นี่คือการตอบแทนที่ดีที่สุดมากกว่าอะไรทั้งนั้น”

ถึงตรงนี้ เราจึงได้รู้ว่า อุ๋ย บุดดาเบลส ถ้าพูดเรื่องธรรมะ เขาไม่เป็นรองใคร และยังใช้ธรรมะนำทางชีวิตในเกือบทุกด้านอีกด้วย

เพราะไม่เพียงเรื่องที่ว่ามาข้างต้น หรือเรื่องที่ว่าเขามักไปทำบุญที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญแล้ว

ยังมีเรื่องของผลงานที่เราจะรู้ดีว่าเนื้อหาเพลงทุกเพลงของ บุดด้าเบลส จะอิงคำสอนของพุทธศาสนาและธรรมะ

จนทำให้วงนี้เคยได้รับรางวัลจากสภาองค์กรพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย คือ รางวัล ต้นโพธิ์ทอง โดยเพลงที่ทำให้ได้รับรางวัล คือ ใจเย็น , ลำยอง, ชิงหมาเกิด และ ยาเสพติด

ที่สำคัญ ยังมีในเรื่องของความรักครั้งอดีต ที่อุ๋ยใช้ธรรมะในการเยียวยาความเจ็บปวดจากภาวะอกหักรักคุด กับนางหนึ่งในแก๊งค์นางฟ้า ด้วยวิธีการที่ฝึกปฏิบัติมานั่นเอง

คือ การไม่หนีความเจ็บปวด แต่เอามันมาเป็นพลังในการแต่งเพลง “ลืมไปก่อน” จนดังปัง! ฟังได้ฟังดีกันมาจนทุกวันนี้

บอกแล้วว่า เรื่องธรรมะ หนุ่มอุ๋ยทำให้ทุกคนอึ้ง จนลืมผู้ชายอย่างเขาไม่ลงเลยทีเดียว

“เชื้อไวรัสโนโร” ปราบได้ด้วย “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ”

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงเชื้อไวรัสโนโร ไม่ใช่เชื้อไวรัสชนิดใหม่และไม่ใช่โรคติดต่ออุบัติใหม่ เชื้อนี้ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ พบมากในกลุ่มเด็ก แนะนำผู้ปกครองดูแลความสะอาด ใส่ใจสุขอนามัยของตนเองและบุตรหลานอย่างใกล้ชิด เน้นยึดการปฏิบัติ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” โดยเฉพาะการล้างมือ ขอให้ดูแลเด็กให้ล้างด้วยสบู่และน้ำบ่อยๆ และนานๆ เพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อได้

นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่าจากกรณีที่มีการส่งต่อข่าวกันในโซเซียลมีเดียว่าพบเด็กติดเชื้อไวรัสโนโรและมีอาการหนักในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จากการตรวจสอบพบว่าเด็กรายนี้ป่วยจากการติดเชื้อไวรัสโนโรและได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลดังกล่าวจริง แต่ในส่วนของเชื้อไวรัสโนโร กรมควบคุมโรค ขอชี้แจงว่า ไวรัสโนโร (Norovirus) ไม่ใช่เชื้อไวรัสชนิดใหม่และไม่ใช่โรคติดต่ออุบัติใหม่ เชื้อนี้เป็นเชื้อดั้งเดิมที่รู้จักกันมานานมากกว่า 40 ปี แต่เดิมไม่ค่อยถูกกล่าวถึงในประเทศไทย เนื่องจากในอดีตไม่ค่อยพบการระบาดในคนหมู่มาก และการตรวจเชื้อเป็นไปด้วยความยุ่งยาก จึงมักไม่ได้ทำการตรวจหาเชื้อก่อโรคอุจจาระร่วง

แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการวินิจฉัยที่ก้าวหน้าขึ้นจึงตรวจพบเชื้อไวรัสโนโรได้มากขึ้น ซึ่งปกติแล้วเชื้อนี้ไม่ได้ทำให้เกิดอาการรุนแรงจนเกิดภาวะไตวายโดยตรงเหมือนกับเชื้ออื่นๆ เช่น เชื้ออีโคไล แต่เด็กก็อาจมีอาการไตวายได้หากดูแลหรือเข้ารับการรักษาไม่ทัน เช่น ขาดน้ำมากๆ เป็นต้น โดยเชื้อไวรัสโนโรนี้ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษหรืออาการท้องเสียได้ในทุกกลุ่มอายุ แต่ส่วนใหญ่จะพบในกลุ่มเด็กวัยเรียน

สำหรับโรคอาหารเป็นพิษ เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งมีเชื้อที่ทำให้เกิดโรคอยู่หลายชนิด เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต หรือการปนเปื้อนสารพิษต่างๆ เป็นต้น แต่สาเหตุของอาหารเป็นพิษที่พบได้บ่อยครั้งคือ จากเชื้อแบคทีเรีย รองลงมาคือ ไวรัส นอกนั้นพบได้บ้างประปราย จากข้อมูลรายงานการเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตลอดทั้งปี 2559 ทั่วประเทศพบผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษ 137,675 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากสุดคือ 15-24 ปี รองลงมาคือ 45-54 ปี ส่วนจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรกคือ ขอนแก่น อุบลราชธานี บุรีรัมย์ อํานาจเจริญ และปราจีนบุรี
ไวรัสโนโรในประเทศไทยสามารถพบได้ตลอดปี แต่จะพบมากในช่วงปลายฝนต้นหนาวจนถึงฤดูหนาว ติดต่อจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนเชื้อ หรือสัมผัสกับสิ่งคัดหลั่งจากผู้ป่วย เชื้อไวรัสนี้มีความคงทนในสิ่งแวดล้อมมาก หากผู้ป่วยเข้าห้องน้ำแล้วไม่ได้ล้างมือหรือล้างไม่สะอาด แล้วไปจับลูกบิด ประตู หรือก๊อกน้ำ เชื้อโรคก็ยังอยู่ สำหรับสารเคมีที่ใช้ในการฆ่าเชื้อได้คือ ฟอร์มาลีน กลูตารอลดีไฮด์ และสารประกอบจำพวกคลอรีนที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไป เป็นต้น ไวรัสโนโรนั้นมีระยะฟักตัวสั้น 12-48 ชั่วโมง และติดต่อได้ง่าย ถึงแม้มีเชื้อปริมาณน้อยก็ทำให้เกิดอาการได้ และมักมีอาการปรากฏอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่มักทำให้มีอาการอาเจียน อ่อนเพลีย ปวดท้อง ท้องเสีย และอาจมีไข้ต่ำๆ ได้ โดยอาการจะปรากฏประมาณ 2-3 วัน ส่วนใหญ่สามารถหายได้เอง แต่ในบางรายที่มีอาการรุนแรงอาจมีอาการขาดน้ำ ต้องให้น้ำเกลือหรือนอนโรงพยาบาล

ทั้งนี้ อาหารที่มักก่อให้การติดเชื้อไวรัสโนโรได้บ่อย ได้แก่ น้ำ/น้ำแข็งที่ปนเปื้อนเชื้อ และอาหารประเภทหอย ส่วนการดูแลผู้ป่วยเบื้องต้น ให้ดื่มน้ำละลายผงน้ำตาลเกลือแร่ (โอ อาร์ เอส) เพื่อป้องกันการขาดน้ำ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยอาการไม่ดีขึ้น อาเจียนมาก ถ่ายบ่อย หรืออุจจาระเป็นมูกปนเลือด ขอให้รีบพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้าน โดยโรคนี้ไม่มีวัคซีนป้องกันโรค และไม่มียารักษาจำเพาะ จึงขอแนะนำให้ผู้ปกครองดูแลความสะอาด ใส่ใจสุขอนามัยของตนเองและบุตรหลานอย่างใกล้ชิด เน้นการปฏิบัติ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” โดยเฉพาะการล้างมือ ขอให้ดูแลเด็กให้ล้างด้วยสบู่และน้ำบ่อยๆ และนานๆ เพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อได้

อึ้ง ผีสาวจ้างรถลุงไปส่งที่ อ.วังสะพุง เช้ามาแทบช็อก

จากกรณีที่เฟซบุ๊กซึ่งใช้ชื่อว่า “โสดตลอด ทั้งวันทั้งปี (กวนอู)” ได้โพสต์วีดีโอและข้อความ “ผีจ้างรถตาวัย 61 ปี จาก จ.กาฬสินธุ์ มาส่งที่บ้านคำแคนน้อย หมู่ 9 ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ตอนตี 5 ปรากฏว่าเป็นป่าสวนยางไม่ใช่หมู่บ้าน คนจ้างหาย แทบช็อก กำนันพร้อมชาวบ้านรีบเข้าช่วยเหลือทำพิธีสะเดาะเคราะห์” จนเป็นที่ฮือฮาในโลกออนไลน์

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (15 ม.ค.) เมื่อเวลา 12.00 น. ได้โทรศัพท์สอบถามไปยัง นายสมบัติ ต้นคำ กำนัน ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น ทราบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อตอนตี 5 ของวันที่ 15 ม.ค.60 มีลูกบ้านมาบอกว่ามีรถกระบะ ไม่ทราบรุ่น สีขาว ทะเบียน 6513 กาฬสินธุ์ จอดเสียอยู่ที่ป่าสวนยาง หมู่ 9 ต.เขาหลวง

ตนจึงได้สั่งให้ลูกบ้านไปช่วยดูและช่วยเหลือ เมื่อไปถึงพบลุงวัยกว่า 60 ปี ยืนตกใจแทบช็อกอยู่ในป่าสวนยาง ทราบชื่อตาเสา ไม่ทราบนามสกุล อายุ 61 ปี อยู่ที่บ้านหนองแซง ต.นาตาล อ.ท่าคันโท จ.กาฬสินธุ์

โดย ตาเสา เล่าให้ฟังว่าอย่างระแวดระวังว่า มีหญิงวัยกลางคนเหมารถจาก จ.กาฬสินธุ์ มาส่งที่บ้านนาคำแคน ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ในราคา 300 บาท บอกอยู่ห่างจาก จ.กาฬสินธุ์ เพียง 30 กิโลเมตร เพื่อมาขนข้าวสารจำนวน 3 เกวียน ตลอดทางขับรถกระบะ รู้ตัวเองว่าระยะทางไม่ได้ใกล้เลย ตนถูกตำรวจที่ จ.ขอนแก่น จับขับรถผิดกฎจราจรโดนใบสั่ง 3 ใบ

จนมาถึงที่บ้านคำแคนน้อย ตอนตี 5 ซึ่งยังมืดอยู่ เห็นเป็นหมู่บ้าน และถนนลาดยางอย่างดี เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นปรากฏว่าหมู่บ้านที่เห็นตอนมืดกลับกลายเป็นสวนป่ายาง หญิงวัยกลางคนก็หายตัวไป ถึงกับแทบช็อกจนบอกไม่ถูก จนมีชาวบ้านมาเห็นนำตัวลงมาจากเขาป่าสวนยาง

นายสมบัติ ต้นคำ กำนัน ต.เขาหลวง เล่าต่ออีกว่า ตนเองเกิดที่นี้ โตที่นี่ และเป็นกำนันที่นี่ ยังไม่เคยได้ยินหมู่บ้านคำแคนน้อยเลยสักครั้ง ก็ไม่รู้ว่าตาเสาแกมาได้อย่างไร แต่เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ก็มีลักษณะนี้เหมือนกัน แต่เหมารถจาก อ.ภูเรือ มาส่งที่บ้านคำแคนน้อย สถานที่เดียวกัน แต่อยู่คนละฝั่งถนน บอกว่ามีหญิงวัยกลางคนเหมารถให้มาส่ง

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อสอบถามไปยังตาเสา ตามหมายเลขโทรศัพท์ ที่ตาเสาให้ไว้กับชาวบ้าน แต่ไม่มีใครรับสาย