รถตู้ประสานงาโค้งลงเขา เจ็บระนาว 11 โชเฟอร์ถูกอัดก็อปปี้

(5 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุรถตู้โดยสารพุ่งชนประสานงากันอย่างรุนแรง บริเวณใกล้อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ถนนสายพิษณุโลก-หล่มสัก ต.บ้านแยง อ.นครไทย จ.พิษณุโลก เป็นเหตุทำให้รถตู้ได้รับความเสียหาย ขณะที่รถปิกอัพ ฟอร์ดเรนเจอร์ คู่กรณีได้รับความเสียหายเช่นเดียวกัน

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. ที่ผ่านมา รถตู้คันดังกล่าวเป็นรถตู้รับจ้างป้ายเหลือง ได้ชนประสานงากับรถปิกอัพสีขาว เป็นเหตุทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสิ้น 11 คน ขณะที่โชเฟอร์คนขับรถตู้เสียชีวิตคาซากรถ เนื่องจากถูกอัดก็อปปี้อย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตามก็ ล่าสุดเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการเคลื่อนย้ายออกจากจุดเกิดเหตุแล้ว ส่วนผู้บาดเจ็บนำส่ง รพ.นครไทย ทั้งหมด ทั้งนี้จุดดังกล่าวเป็นโค้งอันตราย เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง และขณะเกิดเหตุมีฝนตกตกลงมา ส่วนสาเหตุที่แน่ชัดรอตำรวจสืบสวนสอบสวนต่อไป

รวบแล้ว หนุ่มฆ่าแฟนสาวคาห้องพัก อ้างฉุนไม่ยอมให้ร่วมหลับนอน

ตำรวจตามรวบตัวผู้ต้องหา ฆ่าแฟนสาววัย 40 ปี อาชีพผู้รับเหมาก่อสร้าง เสียชีวิตคาห้องพัก ได้ที่ จ.ชัยนาท ผู้ต้องหารับสารภาพ อ้างวันเกิดเหตุตนเมาสุรา และไปหาผู้ตายเพื่อขอหลับนอนด้วย แต่ผู้ตายไม่ยอม จึงบันดาลโทสะ บีบคอแฟนสาวจนตาย

จากกรณีพบศพ น.ส.ชนัญธิดา หรือ นุ้ย อายุ 41 ปี อาชีพรับเหมางานก่อสร้าง และงานตกแต่งบ้าน ถูกคนร้ายฆ่าตายคาห้องพักในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง พื้นที่ อ.เมืองสุพรรณบุรี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา เบื้องต้นแนวทางการสืบสวนของตำรวจคาดว่าคนร้ายน่าจะเป็นนายศักดิ์ดา หรือ ปอง อายุ 34 ปี ช่างเฟอร์นิเจอร์ เพื่อนชายที่ผู้ตายคบหากันมาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ความคืบหน้า วันที่ 3 พ.ย. พ.ต.ท.เทอดไทย สุขไทย รอง ผกก.สส.สภ.เมืองสุพรรณบุรี กล่าวว่าหลังเกิดเหตุตำรวจได้สืบสวน และรวบพยานหลักฐาน จึงทราบว่าคนร้ายคือนายศักดิ์ดา เป็นคนร้ายที่ก่อเหตุ จึงได้ของศาลอนุมัติหมายจับ จากแนวทางการสืบสวนทราบว่านายศักดิ์ดาหลบหนีไปกบดานที่บ้านแฟนเก่า พื้นที่ อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท จึงนำกำลังชุดสืบสวนติดตามจับกุมนายศักดิ์ดาเอาไว้ได้

จึงควบคุมตัวผู้ต้องหามาสอบสวนที่ สภ.เมืองสุพรรณบุรี เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นคนฆ่า น.ส.ชนัญธิดา เสียชีวิต เมื่อช่วงสายวันที่ 30 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยผู้ต้องหาอ้างว่าก่อนเกิดเหตุได้ดื่มเหล้าที่บ้าน อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี จนเมาแล้วได้ขี่รถจักรยานยนต์มาหาแฟนสาวที่อพาร์ตเมนต์ ที่ผู้ตายเช่าอยู่ จากนั้นได้ขอมีเพสสัมพันธ์กับแฟนสาวด้วย แต่แฟนสาวไม่ยินยอมร่วมหลบนอนด้วย เนื่องจากผู้ต้องหาเมามา และผู้ตายบอกว่าเหม็นกลิ่นเหล้า

จนกระทั่งทั้งคู่มีปากเสียงทะเลาะกัน นายศักดิ์ดาโมโหและบันดาลโทสะใช้มือบีบคอ น.ส.ชนัญธิดา หรือ นุ้ย แฟนสาวจนเลือดออกที่หูแล้วเสียชีวิต จากนั้นได้ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป กระทั่งมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนติดตามจับกุมตัวได้ ที่ อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท

ล่าสุดเวลา 14.30 น. วันนี้ (3 พ.ย.) พ.ต.ท.เทอดไทย สุขไทย รอง ผกก.สส.สภ.เมืองสุพรรณบุรี พ.ตท.วิเชียร ทะน้อม สารวัตรสอบสวน เจ้าของคดี พร้อมกำลังฝ่ายสืบสวนควบคุมตัวนายศักดิ์ดา ไปนำชี้จุดเกิดเหตุที่อพาร์ตเมนต์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี จากนั้นได้ควบคุมตัวมาสอบสวนเพิ่มเติมที่ สภ.เมืองสุพรรณบุรี ด้าน พ.ตท.วิเชียร ทะน้อม สารวัตรสอบสวน เจ้าของคดี จึงแจ้งข้อกล่าวหาว่าฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา

“ลุงเฉื่อย” ควาญช้างเก่า รับงานพรีเซ็นเตอร์เที่ยวเมืองสุรินทร์

ลุงเฉื่อย ผู้โด่งดังทางโซเชียมีเดีย ในวันพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ในหลวง รัชกาลที่ 9 มาในมาดใหม่ ขี่ช้างดาราฮอลลีวูด ชวนท่องเที่ยวบ้านเกิด

กลายเป็นขวัญใจคนใหม่ นายเฉื่อย พโยมแจ่ม หรือ ลุงเฉื่อย วัย 60 ปี ที่เคยใช้เชือกฟางมัดเอวแทนเข็มขัด เพื่อให้การแต่งกายเรียบร้อย ในวันพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ลุงเฉื่อยก็ได้รับความสนใจมาอย่างต่อเนื่องและล่าสุด ลุงเฉื่อย ซึ่งมีความสามารถเป็นควาญช้าง ได้รับการพรีเซ็นเตอร์ โปรโมทการท่องเที่ยว โปรแกรม 1 วัน #เที่ยวแดนอารยธรรมเขวาสินรินทร์ ณ แคมป์ช้าง ชุมชนเขวาสินรินทร์ หมู่ 4 บ้านโชค ต.เขวาสินรินทร์ อ.เขวาสินรินทร์ จ.สุรินทร์

โดยลุงเฉื่อยได้ขึ้นขี่ช้าง “พลายป๋อง” ช้างดาราฮอลลีวูด ที่เคยแสดงภาพยนตร์ “ป๊อปอาย มายเฟรนด์” ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่เคยได้รับรางวัลจาก เทศกาลหนังในสหรัฐอเมริกา อย่างคล่องแคล่ว ขณะที่พลายป๋องเองก็ใช้งวง หยอกที่ลำตัวและศีรษะของลุงเฉื่อย อยู่ตลอด และยินยอมให้ขึ้นขี่อย่างดี

ลุงเฉื่อย ให้สัมภาษณ์เป็นภาษาเขมร ภาษาพื้นถิ่นสุรินทร์ว่า ตั้งแต่เกิดมาก็เจอช้างเลย และเป็นควาญช้างมาตั้งแต่เด็กๆ นานกว่า 10 ปี รู้จักการใช้ “กัง-เวียน” หรือภาษาไทย แปลว่า ตะขอบังคับช้าง และนับถือศาลปะกำ วันนี้จึงอาสามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ พร้อมกล่าวขอบคุณผู้ที่ติดตามให้กำลังใจ และเชิญมาเที่ยว อ.เขวาสินรินทร์ จ.สุรินทร์ด้วย

นายวัน เรียงเงิน ลูกชายนายเชี่ยว เรียงเงิน อดีตผู้ใหญ่บ้าน บ้านโชค ที่เคยเลี้ยงดูลุงเฉื่อย เล่าว่า ลุงเฉื่อยเคยเลี้ยงช้างให้กับพ่อของตนเอง และสนิทกับพี่ชาย โดยช้างที่เลี้ยง เคยแสดงหนังฝรั่งที่เชียงใหม่ เป็นกลุ่มเขมรเลี้ยงช้าง บ้านโชค บ้านเขวาสินรินทร์ ซึ่งโดยปกติจะเดินทางพาช้างไปรับจ้างที่จ.เชียงใหม่ , ภูเก็ต และกระบี่

ด้านนางสุทิศา คงเถลิงศิริวัฒนา นายอำเภอเขวาสินรินทร์ กล่าวเชิญชวนนักท่องเที่ยวว่า อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เป็นอำเภอที่มีวัฒนธรรมภูมิปัญญาที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถ้ามาเที่ยวเมืองสุรินทร์ อยากให้แวะมาเขวาสินรินทร์ ซึ่งมีทั้งเครื่องเงินโบราณที่ได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ผ้าไหมพื้นเมืองฝีมือภูมิปัญญาทุกชุมชนปราสาททอง โบราณสถานคู่ชุมชน และชุมชนโบราณบ้านพระปืด อธิษฐานพระเสี่ยงทาย หลวงพ่อพระปืด และทุกปี อำเภอเขวาสินรินทร์ จะมีการจัดงานเทศกาล “นุ่งผ้าไหม ใส่ประเกือม เรือมกันตรึม” ซึ่งอยู่ใกล้ตัวจังหวัดสุรินทร์เพียง 20 กิโลเมตรสามารถตอบโจทย์การท่องเที่ยวได้อย่างครบถ้วน

พิจิตรน้ำยังท่วมสูง นำศพแม่เฒ่าลงเรือไปวัดอย่างทุลักทุเล

พิจิตรน้ำยังท่วมสูง ชาวบ้านต้องนำศพแม่เฒ่าวัย 86 ปี เพื่อเคลื่อนศพจากบ้านไปวัดที่อยู่ห่างกว่า 1 กิโลเมตร อุ้มศพลุยน้ำบริเวณลานวัดที่น้ำยังท่วมสูง

(2 พ.ย.) สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพิจิตรยังคงมีน้ำท่วมสูงโดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำยม ส่งผลกระทบกับประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมโดยเฉพาะเมื่อมีผู้เสียชีวิต บรรดาญาติของ คุณยายชื้น คุณยายวัย 86 ปี ที่เสียชีวิตด้วยโรคชราออกจากบ้านตำบลวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร ซึ่งถูกน้ำจากแม่น้ำยมเข้าท่วม เพื่อประกอบพิธีตามศาสนา

โดยการเคลื่อนศพเป็นไปด้วยความยากลำบากต้องใช้เรือหางยาวเป็นพาหนะในการเคลื่อนศพ และบรรดาญาติต้องใช้เรือหางยาวในการเดินทางเพื่อไปวัดย่านยาวซึ่งอยู่ห่างจากบ้านผู้เสียชีวิตประมาณ 1 กิโลเมตร เพื่อประกอบพิธี โดยต้องใช้เวลาในการเดินทางกว่า 30 นาทีเมื่อเดินทางมาถึงวัด ชาวบ้านต้องอุ้มศพขึ้นจากเรือ ลุยน้ำบริเวณลานวัดที่ยังคงถูกน้ำท่วมเช่นกันเพื่อนำศพไปประกอบพิธีที่ศาลาธรรมสังเวชของวัด

จากคำบอกเล่าของ นางแสงเดือน เสือเสน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 กล่าวว่า คุณยายวัย 86 ปี ไม่มีครอบครัวอาศัยอยู่กับหลานชาย คุณยายจะเป็นคนชอบทำบุญถือศีล เมื่อคืนที่ผ่านมาเวลาประมาณ 01.00 น.คุณยายเสียชีวิตด้วยอาการสงบ ญาติๆจึงนำศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี โดยการนำศพและญาติไปวัดต้องใช้เรือเป็นพาหนะเนื่องจากขณะนี้น้ำยังคงท่วมสูง

สำหรับการเคลื่อนศพจากบ้านที่ถูกน้ำท่วมเพื่อมาประกอบพิธีที่วัด นับเป็นความลำบากของประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย ซึ่งแตกต่างจากปกติที่ประชาชนจะนิยมประกอบพิธีศพของผู้เสียชีวิตที่บ้านของผู้เสียชีวิต และจะนำมาวัดในวันประกอบพิธีฌาปนกิจ แต่จากน้ำท่วม ทำให้ไม่สะดวกในการประกอบพิธี เนื่องจากผู้ที่มาร่วมงานเดินทางไม่สะดวกจึงเลือกที่จะใช้ศาลาธรรมสังเวชของวัด เป็นสถานที่ในการประกอบพิธีแทน

โอละพ่อ! หนุ่มเชียงใหม่กุเรื่องรถหาย ที่แท้ให้กิ๊กใช้ กลัวเมียรู้

แจ้งความกลับโดนจับ หนุ่มเชียงใหม่กุเรื่องแจ้งความถูกขโมยจักรยานยนต์ ที่แท้แอบเอาไปให้กิ๊กสาวใช้ แต่กลัวเมียรู้ ตำรวจพบพิรุธเชิญตัวสอบจนรับสารภาพ

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ตำรวจชุดสืบสวน สภ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ จับกุมนายพาทิศ (สงวนนามสกุล) อายุ 25 ปี ในข้อหาแจ้งความเท็จ (แจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือ ประชาชน) คุมตัวไปสอบสวนที่โรงพัก หลังจากก่อนหน้านี้เข้าแจ้งความกับตำรวจว่ารถจักรยานยนต์หาย

โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 60 นายพาทิศ ได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.แม่วาง อ้างว่า เมื่อเวลา 17.30 น. ของวันที่ 30 ต.ค. 60 ได้ขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า ทะเบียน 4 กร 9149 กทม. ของตนเอง ไปจอดที่ตลาดนัดเทศบาลตำบลแม่วางและได้ถูกคนร้ายขโมยไป

 

ต่อมาชุดสืบสวนได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด แต่ไม่พบว่าผู้ต้องหานำรถมาจอดและถูกคนร้ายขโมยไปตามที่กล่าวอ้าง เมื่อตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ของ นายพาทิศ อ้างว่าได้โทรศัพท์แจ้งให้ภรรยาทราบเรื่อง ก็ไม่พบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ติดต่อกับภรรยาในช่วงนั้นตามที่กล่าวอ้าง

เจ้าหน้าที่จึงได้เชิญตัว นายพาทิศ มาสอบถามพร้อมแสดงหลักฐานข้อมูลที่มีการตรวจสอบให้ดู จนในที่สุดนายพาทิศก็จนด้วยหลักฐาน ยอมรับสารภาพว่ากุเรื่องขึ้น รถจักรยานยนต์ไม่ได้หาย แต่นำไปให้นางสาวฟ้า (ไม่ทราบนามสกุล) เพื่อนสาวคนสนิทใช้ แต่กลัวภรรยารู้จึงได้กุเรื่องขึ้นและไปแจ้งตำรวจเพื่อเป็นหลักฐานยันกับภรรยา แต่ก็ถูกตรวจสอบและถูกจับดำเนินคดีแจ้งความเท็จ

หญิงวัย 59 ดับปริศนาหมกพงหญ้าคลองส่งน้ำ ศพท่อนล่างเปลือยเปล่า

หญิงวัย 59 หายไปพร้อมรถจักรยานยนต์ ก่อพบศพหมกพงหญ้าคลองส่งน้ำ ท่อนล่างเปลือยเปล่า

(1 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองอุตรดิตถ์ พร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยวัดหมอนไม้ และ เจ้าหน้าที่ทหารมณฑลทหารบก (มทบ.) 35 จ.อุตรดิตถ์ 20 นาย ร่วมกันค้นหาตัว นางรัตติกาล อายุ 59 ปี ที่ญาติแจ้งหายตัวไปพร้อมรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นสกูปปี้-ไอ สีดำ หมายเลขทะเบียน 1 กข 5469 อุตรดิตถ์

โดยเมื่อเวลา 15.10 น. วันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา มีคนพบรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว ที่บริเวณถนนเลียบคลองส่งน้ำชลประทาน หลังร้านอาหารตักเงิน ถนนศรีชาววัง ต.บ้านเกาะ โดยมีกิ่งไม้ปิดปังรถไว้ นอกจากนี้ยังพบคันเบ็ดและกระป๋องเหยื่อจุดเดียวกันกับจุดที่พบรถจักรยานยนต์ แต่ไม่พบนางรัตติกาลแต่อย่างใด

ล่าสุดเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ต.อ.ดิษยเดช พัชรภูวดล ผกก.สภ.เมืองอุตรดิตถ์ พร้อมพ.ต.ท.พรวน คร้ามสมอ รอง ผกก.สภ.เมืองอุตรดิตถ์ หัวหน้าพนักงานสอบสวน รับแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ชุดค้นหาพบศพนางรัตติกาลแล้ว ห่างจากจุดพบรถจักรยานยนต์เพียง 20 เมตร สภาพศพลอยน้ำสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาว ส่วนท่อนล่างพบว่าไม่สวมกางเกงชั้นนอกและชั้นในแต่อย่างใด หมกอยู่ในพงหญ้าค่อนข้างหนา ตรวจสอบตามร่างกายเบื้องต้นไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ส่งศพไปผ่าพิสูจน์เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่นอนอีกครั้งที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลกต่อไป

ขอบคุณที่มาของภาพ: S NEWS!

โอละพ่อ! หนุ่มเชียงใหม่กุเรื่องรถหาย ที่แท้ให้กิ๊กใช้ กลัวเมียรู้

แจ้งความกลับโดนจับ หนุ่มเชียงใหม่กุเรื่องแจ้งความถูกขโมยจักรยานยนต์ ที่แท้แอบเอาไปให้กิ๊กสาวใช้ แต่กลัวเมียรู้ ตำรวจพบพิรุธเชิญตัวสอบจนรับสารภาพ

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ตำรวจชุดสืบสวน สภ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ จับกุมนายพาทิศ (สงวนนามสกุล) อายุ 25 ปี ในข้อหาแจ้งความเท็จ (แจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือ ประชาชน) คุมตัวไปสอบสวนที่โรงพัก หลังจากก่อนหน้านี้เข้าแจ้งความกับตำรวจว่ารถจักรยานยนต์หาย

โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 60 นายพาทิศ ได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.แม่วาง อ้างว่า เมื่อเวลา 17.30 น. ของวันที่ 30 ต.ค. 60 ได้ขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า ทะเบียน 4 กร 9149 กทม. ของตนเอง ไปจอดที่ตลาดนัดเทศบาลตำบลแม่วางและได้ถูกคนร้ายขโมยไป

ต่อมาชุดสืบสวนได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด แต่ไม่พบว่าผู้ต้องหานำรถมาจอดและถูกคนร้ายขโมยไปตามที่กล่าวอ้าง เมื่อตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ของ นายพาทิศ อ้างว่าได้โทรศัพท์แจ้งให้ภรรยาทราบเรื่อง ก็ไม่พบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ติดต่อกับภรรยาในช่วงนั้นตามที่กล่าวอ้าง

เจ้าหน้าที่จึงได้เชิญตัว นายพาทิศ มาสอบถามพร้อมแสดงหลักฐานข้อมูลที่มีการตรวจสอบให้ดู จนในที่สุดนายพาทิศก็จนด้วยหลักฐาน ยอมรับสารภาพว่ากุเรื่องขึ้น รถจักรยานยนต์ไม่ได้หาย แต่นำไปให้นางสาวฟ้า (ไม่ทราบนามสกุล) เพื่อนสาวคนสนิทใช้ แต่กลัวภรรยารู้จึงได้กุเรื่องขึ้นและไปแจ้งตำรวจเพื่อเป็นหลักฐานยันกับภรรยา แต่ก็ถูกตรวจสอบและถูกจับดำเนินคดีแจ้งความเท็จ

คนร้ายไล่ยิง อบจ.สาวแม่ลูกอ่อนดับ คาดฝีมือสามีเก่า

สุดเหี้ยม ไล่ยิง อบจ.สาวแม่ลูกอ่อนดับ นาฬิกาคนร้ายตกในที่เกิดเหตุ คาดฝีมือสามีเก่าหึงโหด

(1 พ.ย.) เวลาประมาณ 04.45 น. พ.ต.ท.ศิริพงษ์ พหลชัยชูพงษ์ รองผกก.ป. สภ.เมืองหนองบัวลำภู พ.ต.ท.พุฒิพัฒน์ พนมชัยจิรกุล รอง ผกก.(สอบสวน) นำกำลังเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุยิงกัน ที่หน้าบ้านเลขที่ 115 หมู่ 9 บ้านหาดสวรรค์ เขตเทศบาลเมืองหนองบัวลำภู เมื่อไปถึงที่เกิดพบเพียงรอยเลือด ปลอกกระสุนขนาด 11 มม. จำนวน 1 ปลอก และหัวกระสุน 1 หัว และที่ริมรั้วพบสายนาฬิกาข้อมือผู้ชายตกอยู่คาดว่าเป็นของผู้ก่อเหตุ

ต่อมาทราบชื่อคนเจ็บ คือ น.ส.สุวิกา อายุ 32 ปี เจ้าหน้าที่สำนักปลัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองบัวลำภู มีบาดแผลถูกยิงเข้าที่แก้มซ้าย ล่าสุดมีรายงานว่าผู้บาดเจ็บได้เสียชีวิตลงแล้ว

ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ บอกว่าผู้ตายมาพักอาศัยอยู่แมนชั่นกลางเมืองสุพรรณบุรี ได้ประมาณ 1 เดือนแล้ว โดยอยู่ห้องหมายเลข 1 ก่อนเกิดเหตุได้ไปรับประทานอาหารที่ร้าน บริเวณหน้าบ้านเอื้ออาทร เดินทางกลับที่พักประมาณ 23.00 น.ก่อนวิ่งออกมาขอความช่วยเหลือที่บ้านเจ้าของแมนชั่นที่อยู่ฝั่งตรงข้าม โดยมีชายรูปร่างสูง สวมเสื้อเชิ้ต วิ่งตาม ก่อนเข้าไปในรั้วบ้านบริเวณประตูบ้านที่เกิดเหตุ แล้วคนร้ายก็ใช้อาวุธปืนยิงใส่ 2 นัด จากนั้นวิ่งออกมาแล้วขับรถกระบะ สีขาว หลบหนีไป หลังเกิดเหตุชาวบ้านได้แจ้งกู้ชีพเข้ามาช่วยเหลือคนเจ็บ

เบื้องต้น ผู้บาดเจ็บเพิ่งคลอดลูกและกลับมาทำงานได้ประมาณ 1 เดือน เคยเล่าว่ามีปัญหากับสามีที่เป็นปลัด อบต.แห่งหนึ่งที่ จังหวัดเชียงราย และเคยถูกขู่ฆ่าจะยิงให้ตายมาหลายครั้ง ซึ่งคนเจ็บมักย้ายที่พักอยู่บ่อยครั้ง และจากการตรวจสอบนาฬิกาที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ ตรวจสอบภาพในเฟซบุ๊กตรงกับนาฬิกาของสามีผู้ตาย ซึ่งตำรวจจะติดตามตัวมาสอบสวนข้อเท็จจริงต่อไป

คืบหน้าไล่ผู้ว่าฯ ชลบุรี ชาวบ้านลั่นแม้ใช้ ม.44 ก็จะมาชุมนุมต่อ

จังหวัดชลบุรีเตรียมใช้ ม.44 ห้ามชุมนุม ขณะผู้ชุมนุมเรียกร้อง 2 ข้อคือ ให้ย้ายผู้ว่าฯ หรือไม่ก็ให้ลาออก ลั่นจะมาชุมนุมใหม่อีกในวันต่อไป

มื่อวานนี้ (1 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากสนามหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี โดยทางเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจได้ลงพื้นที่รองรับกลุ่มผู้มาประท้วงไม่ให้มีเหตุวุ่นวาย และป้องกันกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีหรือมือที่สาม ที่อาจถือโอกาสมาสร้างสถานการณ์ให้บานปลายได้ แต่พบว่ากลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงไม่ได้เดินทางตามที่นัดหมาย จะมีเพียงชาวบ้านที่คอยติดตามสถานการณ์การชุมนุมเพียงบางตาเท่านั้น

แต่เมื่อถึงเวลานัดหมาย กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มทยอยมาชุมนุมกันกว่า 100 คน โดยทางผู้ชุมนุมยังเรียกร้องถึงเรื่องการจัดงานเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา รวมถึงการอนุญาตและการแปรอักษรของรถกลุ่มบิ๊กไบค์ที่สะพานยาว โดยขณะที่ประชุมนั้นทางเจ้าหน้าที่ได้ประกาศให้ทางผู้ชุมนุมแยกย้ายตาม ม.44 ซึ่งภายหลังเจ้าหน้าที่ได้ประกาศก็ได้รับเสียงโห่ร้องจากผู้ชุมนุมเป็นระยะๆ

นอกจากนี้ ยังมีรายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ประท้วงด้วยว่า มีการแจกจ่ายใบปลิวประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ประชาชนออกมาชุมนุมขับไล่ นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี แต่ตำรวจได้จับตากลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด ล่าสุดได้ออกหมายเรียกบุคคลที่ทำการแจกจ่ายใบปลิวดังกล่าวให้มาพบตำรวจแล้วด้วยเช่นกัน

ล่าสุด ทางตำรวจได้เข้ามาพูดคุยถึงข้อเรียกร้อง โดยทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้เรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีลาออก หรือไม่ก็ย้ายออกจากพื้นที่ ซึ่งหลังจากนั้นทางผู้ชุมนุมได้ชุมนุมจนถึงเวลา 20.15 น. จึงได้แยกย้ายกันกลับ โดยบอกว่าจะมาชุมนุมใหม่ในวันที่ 2 พฤศจิกายน อีกครั้ง

นักกีฬาไต้หวันลืมของบนแท็กซี่ โชเฟอร์ตีเนียนเก็บเงียบไว้ 3 วัน

นักกีฬาชาวไต้หวันลืมกระเป๋าและทรัพย์สินบนรถแท็กซี่ มูลค่ารวมกว่า 2 แสนบาท แต่โชเฟอร์แท็กซี่เก็บของไว้ไม่ส่งคืน สุดท้ายถูกตามจับตัวได้

เมื่อคืนวานนี้ (1 พ.ย.) กล้องวงจรปิดบันทึกภาพนักกีฬาฮอกกี้ชาวไต้หวัน 2 คน เดินมาที่ตู้กดบัตรคิวในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก่อนจะเดินออกไป โดยกล้องอีกมุมจะเห็นว่าเขาเดินมาสมทบกับเพื่อนอีก 2 คน ก่อนจะลากกระเป๋าเดินทาง แยกย้ายกันไปขึ้นรถแท็กซี่ ออกไปจากบริเวณดังกล่าว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา

โดยภาพวงจรปิดดังกล่าวถูกใช้เป็นหลักฐานสำคัญ เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวางว่า ได้เรียกรถแท็กซี่ให้มาส่งโรงแรมย่านห้วยขวาง แต่ลืมกระเป๋าไว้ท้ายรถ ภายในมีกระเป๋าแบรนด์เนม และมีเงินสดรวมมูลค่ากว่า 2 แสนบาท โดยได้นำสลิปบัตรคิวการเรียกใช้บริการรถแท็กซี่สาธารณะจากสนามบินสุวรรณภูมิไปเป็นหลักฐาน

ทางตำรวจจึงได้ประสานไปยังศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และฝ่ายขนส่งรถแท็กซี่สาธารณะสุวรรณภูมิ เพื่อตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และข้อมูลจากสลิปซึ่งระบุรายละเอียดรถแท็กซี่ที่ให้บริการ กระทั่งทราบว่าคนขับรถแท็กซี่ที่รับนักกีฬาทั้ง 2 คน คือ นายคัมภีร์ อายุ 45 ปี จึงติดตามตัวมาสอบปากคำ แต่เจ้าตัวให้การว่าไม่เห็นสัมภาระดังกล่าว

เจ้าหน้าที่จึงได้นำหลักฐานสลิปบัตรคิวการเรียกใช้รถแท็กซี่ รวมทั้งให้ผู้เสียหายชี้ภาพถ่ายใบหน้าของคนขับรถ ซึ่งสามารถชี้ได้ถูกต้อง นายคัมภีร์จึงยอมรับสารภาพว่าเก็บกระเป๋าของผู้เสียหายไว้จริง โดยทรัพย์สินทั้งหมดอยู่ที่ห้องพัก แต่เขาอ้างว่าไม่รู้จะติดต่อผู้เสียหายอย่างไร จึงเก็บเอาไว้เพื่อรอให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับมา

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัว นายคัมภีร์ ไปสอบสวนอย่างละเอียด ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป โดยในวันนี้จะได้นัดให้ผู้เสียหายมารับทรัพย์สินทั้งหมดคืนต่อไป

ขณะที่ นายกิตติพงศ์ กิตติขจร รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ฝากถึงผู้โดยสารที่ใช้บริการรถแท็กซี่สาธารณะว่า ควรจะใช้บริการตามจุดที่กำหนดไว้ และควรเก็บสลิปบัตรคิวการใช้บริการรถแท็กซี่ทุกครั้ง เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบหากเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้น หรือ หากคนขับแท็กซี่เรียกเก็บเงินเกินมิเตอร์