6 กองทุนหุ้นปันผลโดดเด่น

3

เข้าฤดูของการจ่ายเงินปันผลกันแล้ว กองที่มีการจ่ายเงินปันผลที่นิยมกัน ได้แก่ กองทุนหุ้นและกองทุนที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์รวมทั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานด้วย โดยกองเหล่านี้ ต้องมีนโยบายในการจ่ายเงินปันผลอย่างชัดเจนระบุไว้ตั้งแต่ต้น กองหุ้นนั้นก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบกองว่าจะให้มีการจ่ายเงินปันหรือว่าจะเก็บไปลงทุนต่อ (Re-Investment) และที่สำคัญเงินปันผลที่ได้รับจากการลงทุนในกองทุนใดก็ตามต้องมีการนำมาคำนวณรวมเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีด้วย

กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นยังเป็นกองที่มีการจ่ายเงินปันผลโดดเด่น โดยเฉพาะกองที่มีการจัดตั้งมานานมากกว่า 10 ปีขึ้นไป นับเป็นกองทุนที่ผ่านร้อนหนาวหรือวัฏจักรเศรษฐกิจมาหลายรอบก็ว่าได้ กองทุนที่น่าสนใจ โดยผลดำเนินงานในปีที่ผ่านมาก็สามารถทำได้โดดเด่นมาก ได้แก่
• กองทุนเปิดบัวหลวงปัจจัย 4 บริหารโดย บลจ.บัวหลวง มีผลตอบแทนที่ดีอย่างโดดเด่นในปีที่ผ่านมา ในอัตราสูงถึง 31.5% กองทุนฯ ก่อตั้งในปี 2538 เน้นลงทุนในหลักทรัพย์เฉพาะกลุ่มบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัย 4 ได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานดีมีราคาต่ำกว่า Value Intrinsic หรือมีแนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจสูง มีหุ้นที่ถือ 5 ตัวแรกได้แก่ TUF SCC BJC GLOBAL PLAT กองทุนฯมีนโยบายจ่ายเงินปันผลปีละ 2 ครั้งในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 จากกำไรสะสม มีมูลค่าหน่วยลงทุน 28.5268 บาท (ข้อมูล 24 ก.พ. 2560)
• กองทุนเปิดกรุงไทย หุ้นทุน ปันผล บริหารโดย บลจ.กรุงไทย มีผลตอบแทน 20.9% ในปีที่ผ่านมา มีนโยบายลงทุนในหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี มีความมั่นคง ให้ผลตอบแทนที่ดี มีหุ้น 5 ตัวแรกที่ถืออยู่ได้แก่ PTT SCC KBANK ADVANC CPF กองทุนมีนโยบายการ จ่ายเงินปันผล ไม่เกินปีละ 12 ครั้ง โดยจ่ายไม่เกินกว่าร้อยละ 90 ของผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานประจำงวดที่จ่าย มีมูลค่าหน่วยลงทุน 10.1837 บาท (ข้อมูล 24 ก.พ. 2560)
• กองทุนเปิดภัทรหุ้นระยะยาวปันผล บริหารโดย บลจ.ภัทร ให้ผลตอบแทน 19.5% ในปีที่ผ่านมา เน้นลงทุนในหุ้นผลประกอบการดี มีแนวโน้มเจริญเติบโตสูง มีความมั่นคงในฐานะการเงิน หุ้นที่ลงทุน 5 ตัวแรกประกอบด้วย PTT CPALL SCB PTT และพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย มีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่เกินปีละ 2 ครั้งในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่จะจ่ายเงินปันผล มีมูลค่าหน่วยลงทุน 26.2403 บาท (ข้อมูล 24 ก.พ. 2560)
• กองทุนเปิดรุ่งโรจน์ หนึ่ง บริหารโดย บลจ.เอ็มเอฟซี ทำผลตอบแทนได้ 16.6% เน้นลงทุนในหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี เติบโตสูงในระยะปานกลางถึงระยะยาว หลักทรัพย์ที่ลงทุนไว้ 5 ตัวแรกได้แก่ INTUCH PTT KTB ADVANC KBANK มีนโยบายจ่ายเงินปันผลอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นจริง มีมูลค่าหน่วยลงทุน 7.1828 บาท (ข้อมูล 24 ก.พ. 2560)
• กองทุนเปิด Big Cap ปันผลหุ้นระยะยาว บริหารโดย บลจ.ยูโอบีฯ ทำผลตอบแทนได้ 14.8% เน้นลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าตามราคาตลาดรวมมากกว่า 2% เมื่อเทียบกับมูลค่าของตลาดหลักทรัพย์ เป็นหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี ผลประกอบการดี หุ้น 5 ตัวแรกที่ลงทุนได้แก่ PTT ADVANC SCB PTTEP และ CPN มีนโยบายจ่ายเงินปันผล อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นจริง ประจำงวดปีบัญชี มีมูลค่าหน่วยลงทุน 20.1527 บาท (ข้อมูล 24 ก.พ. 2560)
• กองทุนเปิด ไทย อิควิตี้ ฟันด์ ปันผล บริหารโดย บลจ.ยูโอบีฯ ทำผลตอบแทนได้ 13.7% มีนโยบายลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทที่กำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือทำ IPO มีปัจจัยพื้นฐานดี ผลประกอบการดี หุ้น 5 ตัวแรกที่ลงทุนได้แก่ PTT BANPU BJC CPALL CK มีนโยบายจ่ายเงินปันผลปีละ 2 ครั้งในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของกำไรสุทธิของแต่ละงวดที่จะจ่ายเงินปันผล มีมูลค่าหน่วยลงทุน 10.3205 บาท (ข้อมูล 24 ก.พ. 2560)

สัตว์เลี้ยงกับยา

3

คำถาม: ยาคนกับยาสัตว์ต่างกันอย่างไร ?
คำตอบ: ยาคนกับยาสัตว์นั้นมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง รศ.สพ.ญ.ดร.วรา พานิชเกรียงไกร ได้ให้คำนิยามง่ายๆ ไว้ว่า ยาคน หมายถึง ยาที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนเพื่อใช้ในคน และ ยาสัตว์ หมายถึง ยาที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนเพื่อใช้ในสัตว์
ในแง่ของการผลิตและการขอขึ้นทะเบียนนั้นเป็นเช่นเดียวกับยาที่ใช้ในคนและมีมาตรฐานการผลิตที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
แต่ความแตกต่างที่สำคัญ คือ จำนวนตัวอย่างที่ใช้ศึกษาผลทางคลินิคนั้นมีจำนวนตัวอย่างน้อยกว่ายาที่ใช้ในคน
การศึกษาผลของยาและพิษวิทยาของยาที่ใช้ในคนนั้น แม้ว่ายาจะได้มีการทดลองในห้องทดลองโดยใช้สัตว์ทดลองมาก่อนก่อนที่จะนำมาทดลองทางคลินิกกับคนไข้เพื่อประกอบการขอขึ้นทะเบียนยา แต่บริษัทผู้ผลิตยาไม่มีสิทธิที่จะโฆษณาหรือประกาศว่า ยาชนิดนั้นใช้ในสัตว์ได้ จนกว่าจะมีการขอขึ้นทะเบียนเพื่อใช้เฉพาะในสัตว์ โดยต้องระบุชนิดของสัตว์ รวมทั้งขนาด และสรรพคุณอื่นๆ
อย่างไรก็ตามสัตวแพทย์อาจสั่งใช้ยาของคนเพื่อมารักษาสัตว์ที่ตนดูแลได้ตามความจำเป็นและเห็นสมควร โดยทั่วไปสัตวแพทย์จะเลือกใช้ยาที่ขึ้นทะเบียนยาสัตว์ก่อน หากไม่ได้ผลหรือไม่อาจหายาสัตว์รักษาได้จึงจะคิดถึงการนำยาที่ใช้ในคนมาใช้ทดแทน ขนาดของยาที่จะนำมาใช้ทดแทนนั้นต้องเป็นไปตามที่นักวิจัยทางสัตวศาสตร์ได้ทดลองและตีพิมพ์ผลการศึกษานั้นในวารสารวิชาการทางสัตวศาสตร์ที่สามารถอ้างอิงได้ โดยจะมีการรวบรวมขนาดยาและสรรพคุณของยาสัตว์และยาคนที่ใช้ในสัตว์ไว้ในหนังสือคู่มือยาสัตว์เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์ใช้ในทางคลินิกต่อไป
จำนวนชนิดของยาที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนเพื่อใช้ในสัตว์นั้นมีจำนวนน้อยกว่ายาที่ใช้ในคน เนื่องจากตลาดเล็กกว่ามาก ดังนั้นจำนวนการผลิตจึงน้อยทำให้ต้นทุนมีราคาแพงกว่ายาที่ใช้ในคน การนำยาคนมาใช้ในสัตว์จึงเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของเจ้าของสัตว์เลี้ยงได้ในระดับหนึ่ง
แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่สามารถที่จะนำยาคนทุกตัวมาใช้กับสัตว์ได้ เพราะถึงแม้ว่ายาทุกตัวจะมีฤทธิ์ต่อคนและสัตว์คล้ายกัน แต่การตอบสนองของร่างกายคนและสัตว์อาจแตกต่างกัน ยาบางชนิดมีพิษต่อคนต่ำแต่มีพิษต่อสัตว์สูง เจ้าของจึงไม่ควรนำยาคนมาใช้ในสัตว์ โดยไม่ได้รับความเห็นจากสัตวแพทย์ก่อน
ถาม: เมื่อสุนัขและแมวป่วยจะให้ยาแก้ปวดลดไข้ ยาแก้แพ้ และยาลดน้ำมูกของคนได้หรือไม่ ?

ตอบ: ยาสามัญประจำบ้านหรือยาที่ใช้กันเป็นประจำเพื่อลดไข้บรรเทาปวดในคน เช่น ยาแอสไพริน หรือยาพาราเซตามอล รวมไปถึง ยาแก้แพ้และยาแก้คัดจมูกนั้น ไม่ได้ปลอดภัยหรือมีความเป็นพิษตํ่าในสุนัขและแมวเช่นเดียวกับคน แต่อาจทำให้เกิดความเป็นพิษหรือเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นไม่ควรป้อนยาให้สุนัขและแมวของท่านเองโดยไม่ได้ปรึกษาสัตวแพทย์ก่อน
แอสไพริน

แมว จะไวต่อพิษมากกว่าสุนัข เนื่องจากร่างกายของแมวจะเปลี่ยนแปลง และขับยาแอสไพรินออกไปได้อย่างช้าๆ สำหรับขนาดที่อันตรายสำหรับแมวอยู่ที่ 26 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวแมว 1 กิโลกรัม (ยาแอสไพริน 1 เม็ด ขนาดเท่ากับ 500 มิลลิกรัม) อาการแสดงความเป็นพิษ ได้แก่ ซึม อาเจียนจนถึงอาเจียนเป็นเลือด หายใจถี่ อุณหภูมิร่างกายสูง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปอดบวม สมองบวม โคม่า และเสียชีวิตได้

สุนัข จะมีปัญหาเกี่ยวกับเอนไซม์ในการเปลี่ยนแปลงยาน้อยกว่าแมว แต่ปัญหาที่มักพบจากการได้รับยาแอสไพรินในสุนัข คือ การระคายเคืองทางเดินอาหาร มีเลือดออก และเกิดแผลหลุมในกระเพาะอาหาร ขนาดที่อันตรายคือ 55 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวสุนัข 1 กิโลกรัมเป็นต้นไป การดูแลขั้นต้นอาจทำให้อาเจียน ป้อนผงถ่าน (activated carbon) แล้วรีบส่งโรงพยาบาลสัตวทันที
พาราเซตามอล

แมว จะไวต่อความเป็นพิษของยาพาราเซตามอลได้มากกว่าสุนัข โดยขนาดยาเพียง 45-55 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ก็สามารถทำให้เกิดความเป็นพิษได้ จึงไม่แนะนำให้ใช้ยาตัวนี้ในแมว (พาราเซตามอล 1 เม็ด ขนาดเท่ากับ 500 มิลลิกรัม) เนื่องจากในแมวนั้นขาดเอนไซม์ที่ใช้เปลี่ยนแปลงยาทำให้ยาเกิดความเป็นพิษขึ้น โดยจะมีความเป็นพิษร้ายแรงต่อไต ตับ ระบบทางเดินอาหาร และระบบเลือด โดยเม็ดเลือดแดงของแมวนั้นไวต่อการถูกทำลาย ทำให้ไม่สามารถขนส่งออกซิเจน ส่งผลให้แมวเสียชีวิตได้ อาการที่แสดงความเป็นพิษจะเกิดขึ้นภายใน 4-12 ชั่วโมงหลังจากได้รับยา โดยอาการที่อาจพบได้ในระยะเริ่มแรก คือ น้ำลายฟูมปาก อาเจียน ซึม หายใจลำบาก เหงือกมีสีคล้ำ อุ้งมือบวม อุ้งเท้าบวม หน้าบวม และเบื่ออาหาร อาการทั้งหลายเหล่านี้จะแสดงหลังได้รับยาเพียง 1-2 ชั่วโมง หลังจากนั้นตับอาจเสียหาย เริ่มสังเกตเห็นอาการดีซ่าน ชัก โคม่า และเสียชีวิตได้ภายใน 18-36 ชั่วโมง

สุนัข ขนาดของยาที่ทำให้เกิดความเป็นพิษจะสูงกว่าในแมว คือ 165-250 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมเป็นต้นไป ความเป็นพิษมักเกิดขึ้นกับตับ และไต ทำให้เกิดภาวะตับ และไตวายได้ อาการที่แสดงความพิษที่พบได้ คือ ซึม อาเจียน น้ำปัสสาวะสีน้ำตาลแดงคล้ำ และเสียชีวิตภายใน 2-5 วัน ดังนั้นเจ้าของสัตว์เลี้ยงจึงไม่ควรให้ยาพาราเซตามอลกับสุนัขและแมวด้วยตนเอง หากจำเป็นควรอยู่ในความดูแลของสัตวแพทย์ การรักษาแมวที่ได้รับพิษมักไม่ได้ผล สำหรับสุนัขได้ผลดีกว่า ทั้งนี้ขึ้นกับขนาดยาที่ได้รับ อาจทำให้อาเจียน ป้อนผงถ่าน (activated carbon) แล้วรีบพาไปโรงพยาบาลสัตว์ทันที
ยาแก้แพ้ เช่น ตัวที่เรารู้จักกันดีที่มีชื่อว่า CPM หรือคลอเฟนิรามีน ถึงแม้ยาตัวนี้จะมีการนำมาใช้รักษาในทางสัตวแพทย์ แต่หากได้รับเข้าไปเกินขนาดก็จะทำให้เกิดความเป็นพิษร้ายแรงต่อระบบประสาทส่วนกลาง อาจพบอาการตื่นเต้นไปจนถึงมีอาการชัก หรือ ซึมไปจนถึงโคม่า กดการหายใจ หายใจลำบาก และเสียชีวิตได้ การดูแลขั้นต้นอาจทำให้อาเจียน ป้อนผงถ่าน (activated carbon) แล้วรีบพาไปโรงพยาบาลสัตว์ทันที

สัตว์ประจำชาติของประเทศจีน

2

สัตว์ประจำชาติของประเทศจีน
หมีแพนด้า ลักษณะ แพนด้ามีขนบริเวณ หู รอบดวงตา จมูก ขา หัวไหล่ สีดำ ในขณะที่บริเวณอื่นจะมีสีขาว มีฟันกรามขนาดใหญ่ และมีกล้ามเนื้อขากรรไกรที่แข็งแรงสำหรับเคี้ยวต้นไผ่ ซึ่งเป็นอาหารของมัน ตัวของมันที่อ้วนและลักษณะการเดินที่อุ้ยอ้าย ทำให้มันดูเป็นสัตว์ที่น่ารัก แต่ในยามที่มีภัยมาถึงตัว แพนด้าก็มีวิธีการต่อสู้เหมือนหมีทั่วๆ ไป นักวิทยาศาสตร์คิดว่าลักษณะสีขาว-ดำ ของแพนด้า อาจช่วยให้มันดูกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมที่เป็นภูเขา และมีหิมะ
พฤติกรรมแพนด้ามักอยู่ในท่านั่งเวลากินอาหาร ซึ่งคล้ายกับคนนั่ง มันใช้อุ้งเท้าของมันช่วยจับต้นไผ่ในขณะที่กินอาหาร เวลาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการพักผ่อน การกิน และการหาอาหาร งานวิจัยช่วงแรก ทำให้นักวิทยาศาสตร์คิดว่า แพนด้าเป็นสัตว์ที่ชอบอยู่โดยลำพัง จะพบกันเฉพาะช่วงฤดูกาลผสมพันธุ์เท่านั้น แต่จากงานวิจัยต่อมา พบว่าแพนด้ามีการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ โดยแต่ละกลุ่มมีการใช้ถิ่นที่อยู่อาศัยบางบริเวณร่วมกัน และบางครั้งสมาชิกในกลุ่มหนึ่งออกมาพบสมาชิกในกลุ่มอื่นในช่วงฤดูกาลผสมพันธุ์ อย่างไรก็ตาม คงต้องมีการทำวิจัยต่อไป

ประวัติ สุนัข

หมา หรือภาษาทางการว่า สุนัข เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมหลายชนิดหลายสกุลในวงศ์ Canidae ออกลูกเป็นตัว ลำตัวมีขนปกคลุม มีเขี้ยว 2 คู่ เท้าหน้ามี 5 นิ้ว เท้าหลังมี 4 นิ้ว ซ่อนเล็บไม่ได้ อวัยวะเพศของสุนัขตัวผู้มีกระดูกอยู่ภายใน 1 ชิ้น สุนัขที่ยังคงเป็นสัตว์ป่า เช่น หมาใน (Cuon alpinus) สุนัขที่เลี้ยงเป็นสัตว์บ้าน คือ ชนิด Canis lupus familiaris สุนัขเป็นสัตว์ที่มีหลายพันธุ์ เช่น ลาบราดอร์, โกลเดินริทรีฟเวอร์, ชิวาวา และอีกมากมาย มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ดุและไม่ดุ พันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ เช่น โกลเด้น ลาบราดอร์ ที่มีขนาดเล็ก เช่น ชิวาวา ชิสุ ส่วนที่ดุ ได้แก่ ร็อดไวเลอร์ อัลเซเชียน สุนัขแต่ละพันธุ์จะมีนิสัยแตกต่างกัน
สุนัขพัฒนามาจากสัตว์กินเนื้อและล่าเหยื่อ ดังนั้นวิวัฒนาการของฟันสำหรับเคี้ยวเนื้อและกระดูกจึงยังคงมีอยู่ รวมทั้งการมีประสาทดมกลิ่นและตามล่าเหยื่อที่ดีมาก นอกจากนี้สุนัขยังมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงทำให้วิ่งได้เร็วและเร่งความเร็วได้เท่าที่ต้องการ ลักษณะการเดินของสุนัขจะทิ้งน้ำหนักตัวบนนิ้วเท้า ซึ่งส่งผลให้สุนัขเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วกว่าสัตว์ชนิดอื่น นอกจากนี้สุนัขยังมีสัญชาตญาณในการทำงานเป็นกลุ่ม ดังนั้นสุนัขจึงสามารถล่าสัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สั่งห้ามตำรวจทุจริตรับสินบน ด้านอาสาจราจรห้ามโบกรถ-วัดแอลกอฮอล์

รอง ผบช.น. สั่งคุมเข้มตั้งด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ ห้ามเจ้าหน้าที่ทุจริตรับสินบนเด็ดขาด พร้อมสั่งห้ามอาสาจราจรโบกรถหรือตรวจวัดแอลกอฮอล์

พล.ต.ต. จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รอง ผบช.น. ดูแลงานจราจร กล่าวว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้กำชับรองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1-9 กองบังคับการตำรวจราจร และผู้กำกับจราจร ในการตั้งด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ช่วงกลางคืน ทุก สน. จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งและระเบียบการตั้งด่านอย่างเคร่งครัด โดยจะต้องมีป้ายสัญญาณ มีผู้ควบคุมตั้งแต่ระดับสารวัตรขึ้นไปคอยตรวจสอบการดำเนินการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ หากพบผู้ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 90 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะต้องส่งพนักงานสอบสวนให้ทำสำนวนและส่งฟ้องในชั้นศาลทุกราย ห้ามเจ้าหน้าที่ทำการทุจริตและรับสินบนเด็ดขาด ส่วนเครื่องมือการตรวจวัดจะต้องได้รับมาตรฐานและเป็นของราชการเท่านั้น
พล.ต.ต. จิรพัฒน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังสั่งห้ามให้อาสาจราจรเข้ามาโบกรถและทำการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์เด็ดขาด โดยอาสา ที่จะเข้ามาช่วยนั้นจะเป็นกำลังเสริมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในกรณีที่เจอผู้กระทำความผิดแล้วฝ่าฝืน หรือจะเข้ามาช่วยก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่เรียกเท่านั้น การทำงานจะต้องนั่งรอด้านหลังด่าน เพื่อรอเรียกกำลังเสริมเพราะอาสาไม่มีอำนาจทั้งในการโบกรถหน้าด่านหรือตรวจวัด ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีเจตนาจะกีดกั้นการทำงานของอาสา แต่เพื่อความเป็นระเบียบและความน่าเชื่อถือจึงอยากขอความร่วมมือให้อาสาเป็นกำลังเสริมในกรณีเฉพาะเท่านั้น

เบื้องหลัง พลเอก สิริชัย ปาดน้ำตา หลัง เจ๊ยุ นักข่าวทำเนียบผู้เป็นภรรยา ป่วยหนัก

วาสนา นาน่วม เผยภาพที่ พลเอก สิริชัย ธัญญสิริ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ปาดน้ำตา หลังจากที่ เจ๊ยุ ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบผู้เป็นภรรยา เข้า รพ. สุดช้ำ อีกไม่กี่วันก็ครบรอบแต่งงานแล้ว

วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหารชื่อดัง ได้โพสต์ภาพของ พลเอก สิริชัย ธัญญสิริ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ที่ปาดน้ำตาร้องไห้ หลังจากที่ภรรยา นางยุวดี ธัญญสิริ หรือเจ๊ยุ ผู้สื่อข่าวอาวุโสประจำทำเนียบรัฐบาล ได้เข้ารับการรักษาตัวในห้องไอซียู โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เนื่องจากมีอาการเลือดออกในช่องท้อง ถ่ายเป็นเลือด และเกิดช็อกหมดสติ โดยหัวใจหยุดเต้น แพทย์ต้องใช้เครื่องปั๊มหัวใจ และให้ยากระตุ้นความดัน (อ่านเพิ่มเติม เจ๊ยุ นักข่าวอาวุโส ถูกหามส่งโรงพยาบาลด่วน ป่วยหนัก-ถ่ายเป็นเลือด)
ทั้งนี้ วาสนา นาน่วม ได้เผยเรื่องราวเบื้องหลังคราบน้ำตาว่า เจ๊ยุได้บอกกับพี่ยักษ์ หรือ พลเอก สิริชัย ว่า “เหนื่อย ไม่ไหว ขอนั่งพักแป๊ปนึงก่อน” ในขณะที่เจ๊ยุกำลังเดินจากบ้านมาขึ้นรถ แต่ไม่นานเจ๊ยุก็อ่อนแรง จนต้องประคองขึ้นรถ และเจ๊ยุจึงนอนหนุนตัก พลเอก สิริชัย ซึ่งตอนนั้น พลเอก สิริชัย ก็พยายามพูดให้เจ๊ยุรู้สึกตัว แต่กลับไม่รู้สึกตัวใด ๆ จนกระทั่งถึง รพ. จึงรู้ว่าหัวใจหยุดเต้น เลือดออกในกระเพาะ สมองขาดออกซิเจนชั่วขณะ ซึ่งพลเอก สิริชัยได้บอกหมอว่า ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ขอให้รักษาตามอาการ ตอนนี้ตนก็ทำใจแล้ว

ลุงดับอนาถ ถูกหมาร็อตไวเลอร์รุมกัดดับคาทุ่งนา ร่างเปลือย-เสื้อขาดกระจาย

สลดหนัก ชายชาวบ้านจังหวัดบึงกาฬ วัย 57 ปี ถูกสุนัขร็อตไวเลอร์ 3 ตัว รุมกัดจนเสียชีวิตกลางทุ่งนา เสื้อผ้าขาดกระจายรุ่งริ่ง เจ้าของสุนัขควักจ่ายค่าทำศพให้ 3 หมื่นบาท

วันที่ 5 มีนาคม 2560 ผู้สื่อข่าวมีรายงานว่า ร.ต.อ. กังวาน โคตตะวงศ์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.ศรีวิไล อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ ได้รับแจ้งเหตุ มีคนเสียชีวิตอยู่ในทุ่งนาใกล้สวนยางพาราติดชายป่า หลังจากไปตรวจสอบ พบศพนายสมหวัง ทองตัน อายุ 57 ปี เปลือยกายนอนหงายเสียชีวิต สภาพศพมีบาดแผลถูกรอยคมเขี้ยวของสัตว์ขนาดใหญ่กัดเป็นแผลฉกรรจ์ทั่วร่างกายจนเลือดแห้งกรัง คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ชั่วโมง ห่างออกไป 27 เมตรพบเสื้อและกางเกงของผู้ตายถูกกัดจนขาดรุ่งริ่งสุดน่าเวทนา
ขณะเดียวกัน ที่บริเวณใกล้จุดเกิดเหตุ พบสุนัขสายพันธุ์ร็อตไวเลอร์สีดำ 3 ตัว เป็นเพศเมีย 1 ตัวและเพศผู้ 2 ตัว เดินวนเวียนป้วนเปี้ยนอยู่ ที่ปากและขนตามตัวมีรอยเลือดแห้งติดอยู่ ซึ่งคาดว่าเป็นเลือดของผู้ตาย โดยสุนัขทั้ง 3 ตัวนี้ เป็นของร้านโพธิ์ทองรับซื้อของเก่าที่อยู่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุ ด้านเจ้าของสุนัขหลังจากทราบเรื่อง ได้จ่ายเงินค่าทำศพให้เป็นจำนวน 3 หมื่นบาท

ภายหลังจากการสอบสวนทราบว่า นายสมหวังออกจากบ้านไปเก็บบ่วงที่ทำเอาไว้ตามชายป่าเพื่อดักหนูนา ซึ่งระหว่างที่เดินดูบ่วงนั้น คาดว่าเป็นจังหวะเดียวกับที่สุนัขร็อตไวเลอร์ 3 ตัวหลุดออกจากกรงมาหากินพอดี จึงเกิดการประจันหน้ากัน ก่อนผู้ตายจะถูก สุนัขรุมทำร้าย จนเสียชีวิตดังกล่าว โดยขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้เตรียมดำเนินตามกฎหมาย

หนี่งในสามน้ำตกที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีความสูงถึง 97 m

1

น้ำตกที่มีชื่อเสียงที่สุดในน้ำตก 48 แห่งรอบนิกโก น้ำของทะเลสาบซูเซนจิ ที่ตกจากหน้าผาที่ความสูง 97 เมตรกลายเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ ทำให้สามารถดื่มด่ำไปกับทั้งความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและรูปร่างอันสวยงาม เมื่อลงจากลิฟต์จะมองเห็นถึงท้องน้ำตกที่อยู่ใกล้เคียง ทั้งเสียงน้ำตกกระทบและเสียงน้ำสาดกระเซ็นที่ได้คะแนนเต็มอย่างแน่นอน สีเขียวสดในเดือนพฤษภาคม นกเฮ้าส์มาร์ตินที่จะบินไปรอบ ๆ น้ำตกในเดือนมิถุนายน น้ำแข็งสีฟ้าอ่อนส่องเป็นประกายเงางามอันน่าประทับใจเป็นจากการแข็งของน้ำตกเล็กที่เรียกว่าจูนิทาคิในเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นการสรรสร้างของฤดูกาลทั้งสี่ที่สามารถสัมผัสได้
ที่อยู่ นิกโกะ โตชิงิ ชูกูชิ
หมายเลขโทรศัพท์ 0288-55-0030
เวลาเปิดทำการ 8:00 น. – 17:00 น.(เดือนมีนาคม – เดือนเมษายน และเดือนพฤศจิกายน)
9:00 น. – 16:30 น.(เดือนธันวาคม – เดือนกุมภาพันธ์)
7:30 น. – 18:00 น. (เดือนพฤษภาคม – เดือนกันยายน)
7:30 น. – 17:00 น. (เดือนตุลาคม)
ค่าธรรมเนียม ผู้ใหญ่ 550 เยน เด็ก 330 เยน (มีบันไดเลื่อนให้บริการตลอดเส้นทาง)
การเดินทาง โดยสารรถบัสประมาณ 40 นาทีจากสถานีโทบุ JR นิกโกะ ถึงสถานีโทบุ วัดเซน ออนเซน ลงรถที่ป้าย ชุเซนจิ ออนเซน ใช้เวลาเดินประมาณ 5 นาที

กล้วย 5 ชนิด 5 ประโยชน์

ใครที่ชอบกินกล้วยและสามารถกินได้ทุกวันนี่ ต้องบอกว่าเป็นคนโชคดีจริงๆ เพราะในกล้วยมีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก ที่สำคัญ กล้วยที่นิยมกินกันในบ้านเรา ยังมีมากมายหลายชนิดให้เลือกกินให้ถูกลิ้น แต่ก็จะได้คุณค่าที่แตกต่างกันบ้างเล็กน้อยนะคะ

กล้วยน้ำว้า อาหารหลักของเด็กทารกที่คุ้นเคยกันดี แล้วยังเป็นของโปรดสำหรับหลายๆคนอีกด้วย โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้าที่กำลังห่าม-สุก จะมีธาตุเหล็กสูง ซึ่งธาตุเหล็กนี้จะไปช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโลหิตจาง แล้วยังอุดมไปด้วยฟอสฟอรัส วิตามินซี แคลเซียม ไนอาซีน แคโรทีน และเส้นใยอาหาร ดังนั้นไม่ต้องกลัวท้องผูกเลยค่ะ อีกแคโรทีนยังช่วยในเรื่องการต้านอนุมูลอิสระอีก ประโยชน์เพียบจริงๆ
กล้วยหอม เพราะหอมสมชื่อ แล้วยังกินง่ายเพราะเนื้อจะไม่แน่นเหมือนกล้วยน้ำว้า สามารถเอาไปทำขนมได้หลายประเภท เป็นกล้วยที่เมื่อโดนความร้อนแล้วจะยิ่งหอมหวานเข้าไปกันใหญ่ กล้วยหอมมีวิตามินบี 6 บี 12 มีโพรแทสเซียมและแมกนีเซียมสูงมาก จึงเหมาะสำหรับคนที่กำลังพยายามเลิกบุหรี่ เพราะจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้นเมื่อต้องหยุดสารนิโคติน รวมถึงอาหารหงุดหงิดก่อนประจำเดือนมา หยิบกล้วยหอมมาทานสักลูก จะช่วยลดความหงุดหงิดไปได้เยอะ
กล้วยไข่ มาพร้อมกับเทศกาลกระยาสารท แล้วยังมาพร้อมกับสารต้านอนุมูลอิสระจากเบต้าแคโรทีนที่มีอยู่มาก จึงช่วยลดการทำลายเซลล์ ลดการเกิดริ้วรอย ก็จะช่วยดูแลความเป็นหนุ่มเป็นสาวของเราให้อยู่ด้วยกันไปนานๆ นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ยังยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้อร้าย ช่วยป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็งด้วย
กล้วยหักมุก จะโดดเด่นกว่ากล้วยอื่นๆตรงสารไซโตอินโดไซด์ 1,2,3,4,5 ที่ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จากการเกิดกรดนกระเพาะ แล้วยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เอสเคอริเคีย โคไล ในลำไส้ที่ทำให้ท้องเสียด้วย
กล้วยเล็บมือนาง ของฝากสุดปลื้มจากหลายๆจังหวัดนั้นอุดมไปด้วยน้ำตาลธรรมชาติ 3 ชนิด คือ กลูโครส ฟรุคโทส และซูโครส จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายและต้องการพลังงานจากน้ำตาล นอกจากนี้ยังมีธาตุเหล็กสูงเหมือนกล้วยน้ำว้า จึงช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง อีกโปรแตสเซียมสูงและเกลือต่ำ จะไปช่วยบำรุงสมอง ที่เด็ดไปกว่านี้คือโปรตีนที่ชื่อ Try Potophan เมื่อเข้าไปในร่างกายจะเปลี่ยนเป็น Sorotonin ทำให้อารมณ์ดี ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ด้วย

กล้วยทุกชนิดจึงเป็นผลไม้ล้ำค่าต่อสุขภาพ ความงาม ที่มาพร้อมความอิ่ม ดังนั้น ใครที่อยากสวยแบบไม่อ้วน จะหันมารับประทานกล้วยเป็นอาหารหลักสำหรับบางมื้อก็ไม่เลวเลยนะคะ เลือกไปค่ะ คุณชอบทานกล้วยอะไร จัดเลย

14 สรรพคุณ…ประโยชน์ของชะอม สุดยอด “ผักอายุวัฒนะ”

หากจะถามถึงอาหารโปรดกันละก็ เราขอออกตัวก่อนเลยว่า “ไข่ทอดชะอม” เป็นหนึ่งในเมนูโปรดของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นก็รู้จัก แกงส้มชะอมไข่ โอ้โฮ ขอบอกเลยว่ายิ่งชอบมากสำหรับเมนูนี้ หรือจะนำชะอมมาลวกแล้วจิ้มกินกับน้ำพริกกะปิก็อร่อยไม่แพ้กัน จากนั้นเริ่มจะได้เห็นเมนูชะอมที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งเท่าที่รู้จักผักอย่างชะอมมา เราเองก็ไม่ได้คิดอะไรกับชะอมมากเลยนอกเหนือจากความอร่อย ซึ่งแท้จริงแล้ว สรรพคุณและประโยชน์ของชะอมมีมากกว่าความอร่อยที่เรารู้จักกันนะค่ะ
หลังจากนี้คงต้องหันกลับมามอง”ชะอม” (Senegalia pennata) กันดีๆ สักครั้งแล้วล่ะ เพราะเราเพิ่งจะได้ยินคนอื่นพูดถึงชะอมว่าเป็นผักที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และยังมีสรรพคุณทางยาถึงขนาดยกให้เป็นยาอายุวัฒนะกันเลยทีเดียว (หลายคนคงร้อง หา ! จริงเหรอ ชะอมเนี่ยนะ) แถมยังช่วยในการป้องกันโรคมะเร็ง ลดความร้อนในร่างกายได้ ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระในชะอมก็มี และยังมีเส้นใยอาหารจึงช่วยแก้อาการท้องผูก บรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ประโยชน์ของชะอมมีคุณค่าทางโภชนาการอีกหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นวิตามินต่างๆ วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี หรือแร่ธาตุอย่างแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ไนอาซิน เป็นต้น โดยในชะอม 100 กรัม จะให้พลังงานแก่ร่างกายถึง 57 กิโลแคลอรีดังนั้นคงไม่ต้องสงสัยกันอีกแล้วนะว่า ทำไมชะอมจึงมีความสามารถในการรักษาและป้องกันอาการเจ็บป่วยได้มากนัก เพราะสารอาหารสารพัดเหล่านี้จึงทำให้ชะอมยังมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยรักษาโรคได้อีกมากมาย ว่าแล้วจะช้าอยู่ทำไม เราไปพิสูจน์เรื่องนี้พร้อมกันเลยดีกว่า
14 สรรพคุณของชะอม…ประโยชน์ในการรักษาโรค

1. ชะอมอุดมด้วยวิตามินเอ หากจะตามหาผักที่มีวิตามินเอสูงต้องห้ามมองข้ามชะอมเลยนะ เพราะอุดมด้วยวิตามินเอที่จะช่วยให้เราต่อสู้กับอนุมูลอิสระทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยบำรุงสายตาด้วย

2. ยอดอ่อนของชะอมมีสรรพคุณช่วยลดความร้อนในร่างกาย ซึ่งเป็นส่วนที่เรามักนำมาทำอาหารกินกันมากที่สุด

3. ชะอมมีเส้นใยอาหารที่มีประโยชน์ต่อระบบขับถ่าย ทำให้การขับถ่ายเป็นปกติ แก้อาการท้องผูก

4. ประโยชน์ของชะอมช่วยขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ บรรเทาอาการปวดท้องหรือปวดเสียวในท้องได้ดี แก้อาการท้องอืดและท้องเฟ้อ

5. ชะอมช่วยบำรุงเส้นเอ็น อีกหนึ่งสรรพคุณที่โดดเด่นของชะอมคือ ช่วยบำรุงและรักษาเส้นเอ็นให้แข็งแรง ไม่เสื่อมเร็วกว่าที่ควร

6. ชะอมมีแคลเซียมสูง ซึ่งมีความสำคัญต่อกระดูกและฟัน โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยทองที่มีความเสี่ยงจะเกิดภาวะกระดูกพรุนได้ง่าย ถ้าอยากให้กระดูกและฟันแข็งแรงก็ต้องกินชะอมเป็นประจำ

7. ชะอมมีคุณสมบัติช่วยรักษาอาการลิ้นอักเสบและเป็นผื่นแดง

8. ในชะอมมีฟอสฟอรัส ที่ทำหน้าที่ช่วยเสริมให้วิตามินบีต่างๆ ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

9. ชะอมมีธาตุเหล็ก ที่มีส่วนสำคัญในการช่วยบำรุงเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดเป็นไปอย่างปกติ

10. ชะอมช่วยเสริมสร้างระบบของภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง ทำให้กำจัดเชื้อโรคต่างๆ ได้ดีขึ้น ไม่เจ็บป่วยง่าย เพราะฤทธิ์ของวิตามินซีที่มีอยู่มากในชะอมนั่นเอง

11. ประโยชน์ของชะอมช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง และลดโอกาสที่จะเกิดโรคหัวใจได้ด้วย เนื่องจากในชะอมมีสารสำคัญที่ชื่อว่า เบต้าแคโรทีน

12. สารเบต้าแคโรทีนในชะอมยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้ผ่องใส แลดูอ่อนเยาว์ และป้องกันความแก่ก่อนวัย

13. ชะอมมีสรรพคุณช่วยบำรุงเส้นผม ที่แห้งแตกปลาย ไม่มีน้ำหนัก ให้กลับมานุ่มสลวยได้

14. รากชะอมมีสรรพคุณแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อได้ อีกทั้งการกินชะอมยังช่วยในการขับลมในกระเพาะและลำไส้ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ดี ชะอมก็มีข้อเสียสำหรับคุณแม่ที่เพิ่งคลอดและต้องให้นมแก่ลูก ไม่ควรกินชะอมเพราะจะยิ่งทำให้แม่ไม่มีน้ำนม รวมถึงคนที่ป่วยเป็นโรคเกาต์ เพราะในชะอมมีสารที่เรียกว่า พิวรีน (Purine) ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอาการข้ออักเสบได้ ส่วนในกลุ่มคนทั่วไปสามารถกินชะอมได้ปกติ เพียงแต่การกินชะอมในช่วงหน้าฝนต้องระวังนิดหนึ่ง เพราะช่วงนี้ชะอมจะมีกลิ่นฉุนและมีรสเปรี้ยว อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องได้

แต่ถ้าเรากินผักชนิดนี้อย่างเหมาะสมและถูกต้องแล้วละก็ รับรองว่าสุขภาพจะปลอดภัยและแข็งแรงแน่นอน เพราะจากประโยชน์และสรรพคุณทางยาของชะอมตามที่กล่าวมาก็แสดงให้เราเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า ชะอมนั้นเป็นผักสมุนไพรที่ถือเป็นยาอายุวัฒนะได้จริงๆ